หญิงแกร่งแห่งยาสูบ "ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์"
เปิดใจ "ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์" ผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในประวัติศาสตร์กว่า 76 ปีของโรงงานยาสูบ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การก้าวข้ามเข้ามาเป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ภายใต้คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า เพราะอะไร คสช.ถึงแต่งตั้งผู้หญิงคนนี้ ที่กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในประวัติศาสตร์กว่า 76 ปีของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจสีเทา แต่หารายได้นำส่งเข้าคลังเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี ราว 6 หมื่นล้านบาท
การดำเนินธุรกิจโรงงานยาสูบไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะไม่สามารถเปิดตัวได้เหมือนองค์กรอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการประชาสัมพันธ์ ทำให้โรงงานยาสูบมีลักษณะคล้ายดินแดนสนธยา
ในเมื่อระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หลังจากรั้งตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการยาสูบ 1 ปี ผลจากความตั้งใจและการเรียนรู้เรื่องธุรกิจของยาสูบอย่างลงลึกถึงแก่น และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ดาวน้อยได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ด้วยผลงานชิ้นโบแดง คือสามารถเดินหน้าแผนการย้ายโรงงานยาสูบได้สำเร็จ จากที่มีคนทำค้างเอาไว้แต่ไม่สำเร็จเป็นเวลานานถึง 24 ปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์มากมายจากการย้ายโรงงาน
แต่ “ดาวน้อย” สามารถย้ายโรงงานยาสูบไปอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้โดยประหยัดเงินของรัฐไปหลายร้อยล้านบาท โรงงานใหม่นี้เรียกว่าโรงงานยาสูบ 6 คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562 ตามกำหนด
ระหว่างนี้โรงงานยาสูบก็เตรียมส่งมอบพื้นที่โรงงานยาสูบคลองเตย ที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อก่อสร้างสวนป่า “เบญจกิติ” ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการส่วนที่ 2 ในระยะที่ 1 บนเนื้อที่ 61 ไร่ เพื่อเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งจะแล้วเสร็จทันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 ส.ค. 2559
ดาวน้อย กล่าวว่า การย้ายโครงการที่ต้องจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตบุหรี่ใหม่ ก็ได้เสนอปรับแผนการจัดหาเครื่องจักรใหม่ เพราะแผนเดิมทำมา 10-20 ปี ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เรื่องอะไรที่ไม่รู้ก็ต้องศึกษาหาผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำเดินทางไปดูโรงงานยาสูบในต่างประเทศเพื่อให้เห็นของจริง และมีการเชิญบริษัทที่จะเสนอขายเครื่องจักรมาตั้งโต๊ะคุยกันทีละบริษัท โดยมีคณะกรรมการยาสูบ 1 คน และทหาร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมานั่งฟังเป็นพยานด้วยทุกราย จนทราบว่าที่ผ่านมามีการใช้เทคนิคมากมายในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะ การเขียนสัญญาให้บริษัทพวกเดียวกันได้ไป มีการใช้สัญญาแบบเทิร์นคีย์เพื่อเหมาประมูลโครงการคนเดียวหมด มีการเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงิน โดยต้องผ่านคนที่ 1, 2 และ 3 ในที่สุดก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ
เมื่อรู้ว่าการทำโครงการนี้มีจุดอะไรที่ต้องโฟกัส และจุดอะไรที่ต้องระมัดระวัง ก็นำไปสู่การร่างสัญญา โดยได้ใช้วิธีการแยกสัญญาออกเป็น 6 สัญญา และได้นำเรื่องข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และจากงบประมาณที่ตั้งไว้ 7,514 ล้านบาท สามารถประหยัดไปได้ถึง 2,833 ล้านบาท หรือต่ำกว่างบประมาณเดิม 28.86% ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ประหยัดงบได้มหาศาล
“โครงการนี้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจต้นแบบของการทำเรื่องข้อตกลงคุณธรรม ที่กรมบัญชีกลางเอาไปใช้เป็นตัวอย่างให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจศึกษา และล่าสุดทางองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประเทศไทย ได้เตรียมเสนอชื่อโรงงานยาสูบเพื่อรับรางวัลระดับภูมิภาค ในฐานะที่เป็นองค์กรต้นแบบการซื้อเครื่องจักรด้วยข้อตกลงคุณธรรม ที่ประสบความสำเร็จเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรก ที่มีราคาถูกกว่าเป้าหมาย เพราะปกติรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เวลาเปิดประมูลงบที่ตั้งไว้มักจะไม่พอ” ดาวน้อย กล่าว
ขณะที่เรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการลดต้นทุน เช่น เรื่องงบส่งเสริมการตลาด ที่ทุกปีตั้งงบไว้เท่าไรไม่เคยพอ แต่ปีที่ผ่านมาตั้งไว้ 600 ล้านบาท แต่ใช้จ่ายเพียงแค่ 300 ล้านบาท มีการส่งเสริมการปลูกใบยาที่มีคุณภาพดีเพื่อลดการนำเข้าปีหนึ่งประหยัดเงินได้เป็นพันล้านบาท การลดงบจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เครื่องจักรต่างๆ ที่ยังใช้ได้ หรือยังไม่เคยได้ใช้ประโยชน์ ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประยุกต์เครื่องเอามาใช้ใหม่ ทำให้ปีนี้น่าจะเป็นปีที่โรงงานยาสูบนำส่งรายได้มากที่สุดถึง 8,000 ล้านบาท
“พนักงานและสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งนั้น ใช้พื้นฐานความเข้าใจก่อน ไม่หักหาญน้ำใจ มองหาแต่สิ่งดีๆ ของเขา และค่อยเบนหรือขยับการทำงานให้ได้ตามกรอบที่ตั้งเป้าหมายไว้ จนในที่สุดพนักงานรับรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตของเขา แต่ในมุมกลับกัน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนได้ ทำให้โรงงานยาสูบสามารถขอกันงบประมาณส่วนนี้คืนกลับมาทำเรื่องสวัสดิการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พนักงาน และมีเงินโบนัสในปีที่ผ่านมาถึง 7 เดือน” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว
สำหรับเรื่องการย้ายไปโรงงานแห่งใหม่ เปิดทางเลือกให้ 3-4 แนวทาง เช่น ให้ห้องพัก 1 คน/1 ห้อง เพื่อให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ได้ มีสวัสดิการให้เงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ยแก่พนักงานที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ใครที่ไปไม่ได้จริงๆ ให้ทำงานอยู่กรุงเทพฯ หรือใครต้องการย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม สามารถขอย้ายตำแหน่งไปยังสำนักงานยาสูบทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานยาสูบที่เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย แพร่ บ้านไผ่ เพชรบูรณ์ นครพนม และหนองคาย สุดท้ายทำได้โดยที่ไม่มีกระแสต่อต้าน ทำให้วันนี้ดาวน้อยเป็นที่ยอมรับของพนักงานและมีผลงานในเชิงประจักษ์แทบทุกด้านตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายไว้
ดาวน้อย กล่าวว่า ภารกิจต่อไปคือ การปรับปรุงสำนักงานยาสูบที่เชียงราย ที่มีพื้นที่ราว 500-600 ไร่ เป็นศูนย์เพื่อเรียนรู้และพัฒนาด้านใบยา เกษตรเชิงนิเวศ เนื่องจากที่แห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่โรงงานยาสูบได้ทำเรื่องการพัฒนาคุณภาพดินมานานกว่า 40 ปี เพื่อรองรับการปลูกใบยาคุณภาพดี ล่าสุดโรงงานยาสูบสามารถผลิตใบยาคุณภาพดี จากที่เคยนำเข้า 30% ได้ลดลงเหลือ 22% ประหยัดงบค่าซื้อใบยาได้อีกปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ดินที่เชียงรายแห่งนี้มีอายุพอๆ กับโรงงานยาสูบคือ 71 ปี มีคนราว 230 ครอบครัวที่อยู่กันมาแบบรุ่นต่อรุ่น
ที่สำคัญโรงงานยาสูบต้องการนำพื้นที่แห่งนี้มาใช้สำหรับงานวิจัยพืชตัวใหม่ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบุหรี่ เรียกว่า “กัญชง” หรือ “Hemp” (เฮมพ์) ซึ่งจะมีการเสนอเข้า ครม.ในเดือน ส.ค.นี้ ให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างรายได้มากกว่าการปลูกใบยา 2-3 เท่าตัว และสิ่งที่ต้องเร่งทำความเข้าใจคือ กัญชงเป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา แต่เป็นพืชคนละสปีชีส์ มีปริมาณสารเสพติดที่ไม่เป็นอันตราย เคยมีการประมาณกันว่าเราต้องกินกัญชงถึง 1 ตัน ถึงจะออกฤทธิ์เท่ากัญชา
ขณะนี้โรงงานยาสูบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำแผนธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ที่มีประโยชน์ตั้งแต่ เปลือก ใบ ลำต้น เมล็ด นำไปแปรรูปได้มากกว่า 10 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์พลาสติก อิฐก่อสร้าง ฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้าน กระดาษ สีเคลือบ ขัดมัน สีทาไม้ สามารถนำมาทอเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่มีจุดเด่นคือราไม่ขึ้น
ที่สำคัญสารสกัดจากกัญชงมีการศึกษาว่าสามารถนำมารักษาโรคมะเร็ง มีสารบรรเทาอาการทางประสาท มีการศึกษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสัน สารเหล่านี้เริ่มเป็นที่ยอมรับในการรักษาผู้ป่วยในประเทศอิตาลี แคนาดาบ้างแล้ว
ทั้งนี้ โรงงานยาสูบจะจัดพื้นที่สำนักงานที่เชียงรายเอามาทำแปลงต้นแบบ คือจะปลูกใบยาสูบสลับกับปอเทือง ที่เป็นวัชพืช และกัญชง โดยมีทีมนักวิชาการทางการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนาเรื่องนี้ หากสามารถปลูกได้อย่างที่วางแผนไว้ จะสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกใบยาเพิ่มจากไร่ละ 1.2-2 หมื่นบาท เป็นไร่ละ 5-7 หมื่นบาททีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีประโยชน์มากมายทางด้านเศรษฐกิจ
ชีวิตถูกลิขิตเพื่อชาติ
คงมีไม่กี่คนที่จะมีชีวิตเหมือนถูกกำหนดมาให้ทำเพื่อชาติ ชีวิตของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เหมือนจะถูกขีดมาให้ทำเพื่อสิ่งนี้
กว่าจะเป็นดาวน้อยเหมือนในวันนี้ ย้อนไปช่วงวัยรุ่นเธอคือนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย และเล่นให้กับทีมชาตินานถึง 16 ปี จากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นโค้ชทีมชาติหญิงอีก 15 ปี รวมเวลาที่รับใช้ชาติในวงการบาสเกตบอลนานกว่า 30 ปี มีส่วนร่วมกับกีฬาซีเกมส์ 7 สมัย ได้แชมป์ในฐานะผู้เล่นหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาได้แชมป์ในฐานะโค้ชอีก 4 สมัย ทำให้ในวงการกีฬาไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “โค้ชดาวน้อย”
ชีวิตช่วงที่เป็นนักกีฬาและโค้ชนี้ทำให้ดาวน้อยได้เรียนรู้เรื่องการเล่นเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีสปิริต การเป็นนักสู้ และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่เสื้อติดธงชาติไทยลงสนามแข่ง เหมือนได้รับใช้ชาติอีกรูปแบบหนึ่งด้วย
ระหว่างที่เล่นกีฬาเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักของดาวน้อยเป็นสาวแบงก์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารนครหลวงไทย ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร รับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล
ดาวน้อยทำงานธนาคารอยู่ถึง 19 ปี งานสุดท้ายที่ได้ทำคือด้านตลาดทุน จึงได้ตัดสินใจลาออกในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มมาทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่องของกล้องวงจรปิด รวมทั้งทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ อีกหลายแห่ง
“ช่วงที่อยู่ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต เพราะได้มีโอกาสทำงานใหญ่ๆ และโชคดีที่ผู้บริหารเมตตามอบหมายให้ทำงานสำคัญหลายเรื่อง เช่น การได้รับเชิญจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปให้คำปรึกษากับเอสเอ็มอีในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงงานเป็นร้อยแห่ง” ดาวน้อย กล่าว
งานนี้ทำให้ได้เจอประสบการณ์มาทุกรูปแบบ จนมาสรุปได้ว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดขององค์กร ไม่ว่าภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐ คือเรื่องของคน และจากประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาได้นำเอามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเริ่มจากการใช้ความเข้าใจเรื่องของบริบทการทำงานขององค์กร และคนในองค์กรนั้นก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของคนให้มาร่วมมือกันนำองค์กรไปสู่จุดหมาย อีกเทคนิคที่ใช้คือการตั้งทีมยังบลัด พนักงานคนรุ่นใหม่ถูกดึงมาอยู่ในทีมนี้ถึง 200 คน โดยให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไปดูเรื่องที่เรามองไม่เห็น ทำให้การแก้ปัญหาเข้าถึงคนทุกกลุ่มในองค์กร
ถึงจะทำงานตลอดเวลา แต่ดาวน้อยก็จะใช้เวลาว่างในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทุ่มเวลาไปที่เรื่องของธรรมะ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล และเป็นกรรมการมูลนิธิ ช่วยเรื่องสถาบันอบรมสมาธิ ที่เปิดเรียนสมาธิให้ประชาชนทั่วไปอีก 20 สาขา
“ช่วงที่พอมีเวลาก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนการทำสมาธิแก่ผู้ที่สนใจด้วย แต่ช่วงหลังไม่มีเวลามากนัก ก็ต้องปรับมาดูเรื่องการบริหารจัดการงานในมูลนิธิมากกว่า” ดาวน้อย กล่าว
ดาวน้อย เล่าว่า ครั้งแรกที่มีคนมาทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เขาให้เหตุผลว่า ขอให้เข้ามาช่วยชาติหน่อย เพราะหน่วยงานนี้เงินมันเยอะ มีการแสวงหาผลประโยชน์เยอะ ก็คิดหนัก เพราะเป็นงานที่ขัดกับความรู้สึก เนื่องจากยาสูบจัดเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง จึงไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านก็เมตตา บอกว่าทำไปเถอะ ไม่บาปหรอก เพราะสิ่งที่ทำมันเป็นหน้าที่ เมื่อคนเราทำตามหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและก็ไม่บาป ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น
“สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิคือ สติ ที่ต้องให้เราไม่หลงในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้หมดว่าอะไรผิด อะไรไม่ถูกต้อง แต่เมื่อเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เราก็จะหลงใหลไปกับกิเลส ในเมื่อเรามีสติกำกับ เราจะยืนหยัดและมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว
คนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและใช้ชีวิตของเธอคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ดาวน้อยเล่าว่า ที่ประทับใจท่านมากมีเหตุมาจากตอนที่ทำงานสมัยแรกๆ ได้มีโอกาสฟังการบรรยายของท่าน และรู้สึกซาบซึ้งเรื่องการทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จากนั้นจึงได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และเชื่อว่าถ้าคนไทยเดินตามแนวคิดของท่าน ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้
วันนี้กับการทำงานเพื่อชาติของดาวน้อย ถือว่าเป็นอีกบทพิสูจน์ การทำงานของหญิงแกร่งคนนี้จะทำให้องค์กรแห่งนี้ดีขึ้นตามที่เธอตั้งความหวังไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป การขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของรัฐวิสาหกิจอันดับต้นๆ ของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าต้องใช้ความรู้ ความอดทนทุกอย่างที่มีเอามาจัดการกับปัญหาตรงหน้า
สติปัญญา ความตั้งใจ ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบเท่านั้นที่จะทำให้งานลุล่วงดังที่ตั้งใจ


