posttoday

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

07 สิงหาคม 2559

"ประเมินจากเนื้องานล้ำหน้ากว่าเป้าหมายและการปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปมากแล้ว และเริ่มปรากฏผลชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาของประเทศที่หมักหมมสะสมมานานอีกมากที่จะต้องสะสาง"

โดย...ธนพล บางยี่ขัน  

เส้นทางการปฏิรูปเดินทางมาจวนจะถึงปลายทางการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ ที่กำลังจะหมดวาระหลังการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปฏิรูปที่เป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่คืบหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.​ ให้สัมภาษณ์พิเศษ​ไล่เรียงชี้แจงตั้งแต่ประเด็นผลงานว่า ​เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ถึงข้อวิจารณ์ว่า สปท.ไม่มีผลงานไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง ดูเหมือนสื่อมวลชนจะตามความคืบหน้าในการทำงานทั้งเชิงลึกเชิงกว้างของ สปท.และแม่น้ำ 5 สายไม่ทัน อาจเป็นเพราะมีเรื่องอื่นที่สนใจมากกว่า สปท.มีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1.ผลิตแผนปฏิรูปและกฎหมายเพื่อการปฏิรูป 2.ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขณะนี้ สปท.ผลิตแผนปฏิรูปได้เกินกว่าเป้าหมายการทำงานตามโรดแมปและเงื่อนเวลาที่ได้วางไว้

“ความจริง สปท.ตั้งมาเพียง 10 เดือนเท่านั้น แม้ว่า สปท.จะเป็นเพียงต้นน้ำการปฏิรูป มีหน้าที่ผลิตแผนปฏิรูปส่งไม้ต่อต่อไป แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรานั้นปรารถนาจะให้เกิดการปฏิรูปเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับความคาดหวังของทุกคนจึงร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิรูปทำงานเป็นทีมเวิร์กกับแม่น้ำทุกสายและทุกภาคีภาคส่วนอย่างเต็มที่ พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจสู่สาธารณะให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

... เราเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้คือการปฏิรูปประเทศของเรา จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระดมความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศ และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้จะพ้นยุคสมัยของ สปท.และแม่น้ำ 5 สาย ทั้งนี้เพื่อยกระดับอัพเกรดประเทศของเราให้ดีขึ้นในทุกมิติให้ได้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำการปฏิรูป”​ รองประธาน สปท. กล่าว

อลงกรณ์ อธิบายว่า ก่อนที่ สปท.จะเข้ามาทำหน้าที่ รัฐบาลได้เริ่มปฏิรูปมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 จนถึงเดือน ก.ย. 2558 เรียกว่าโรดแมประยะที่ 1 ดำเนินการฟื้นฟูพัฒนาและปฏิรูปประเทศจากสถานการณ์ที่ประเทศเกือบเกิดสงครามกลางเมืองเหมือนซีเรียเกือบเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed state) มาสู่ความสงบสันติสามารถตั้งหลักตั้งลำประเทศได้อีกครั้งหนึ่งและเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศตามยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น พร้อมกับตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่เรียกว่า Blueprint for Change สำเร็จเป็นฉบับแรกของประเทศ ในช่วงนั้นได้มีการปฏิรูปจนมีผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โรดแมประยะที่ 2 เริ่มจากเดือน ต.ค. 2558 จนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สปท.​ 200 คน มาสานต่องานของ สปช. โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปไปให้รัฐบาลแล้ว จำนวน 80 เรื่อง (ณ วันที่ 3 ส.ค.)​ เช่น ​เรื่องการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า และร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เรื่อง การจัดทำ การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม (Creative & Cultural Economy)

เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม เรื่องแนวทางปฏิรูประบบการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม เรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต ​ร่าง ​พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ​ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม

“ท่านนายกรัฐมนตรีรับแผนแล้วขับเคลื่อนต่อก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่และการปฏิรูปคอร์รัปชั่น หลายครั้งท่านใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อความเด็ดขาดฉับไว หรือ ครม.ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบประกาศเป็นกฎหมายแล้ว 166 ฉบับ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปกติคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปีจึงจะทำได้”​ อลงกรณ์ กล่าว

รองประธาน สปท. อธิบายถึงกลไกการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ว่า ทางด้านงานร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับที่ 15 มีสมาชิก สปท. 7 คน เป็นกรรมการ มีตนเป็นประธานทำหน้าที่ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาล ส่วนราชการและ สนช. เช่น ต้องประชุมกับคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย ครม.-สนช. สปท.) คณะกรรมการประสานงานระหว่าง สปท.และ สนช. (วิป 2 ฝ่าย) คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 6 คณะของรัฐบาล เป็นต้น โดยต้องติดตามความคืบหน้าของการปฏิรูปและจัดทำรายงานทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับกรรมการ 7 คน เมื่อทำงานไประยะหนึ่งจึงปรึกษา​ ร.อ.ทินพันธุ์ ว่า ควรตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำเนินการประสานงานกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ในภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการช่วยเสริมงานของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูป ​

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการทั้งสองคณะคืบหน้าตามแผนงานได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและรายงานต่อวิป 3 ฝ่าย วิป 2 ฝ่าย และวิป สปท.เป็นระยะๆ ตลอดมา การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกและมีสมาชิก สปท.เป็นที่ปรึกษา และกรรมการรวม 12 คนทำงานกันอย่างหนักต้องออกไปประชุมชี้แจงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งในวันทำงานและวันหยุดจนสามารถประสานงานสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายนำมาสู่การลงนาม MOU ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เม.ย. กับ 20 องค์กรระดับชาติ และครั้งที่ 2 วันที่ 7 มิ.ย. กับ 51 องค์กรเครือข่ายภายใต้ภารกิจ “5 ร่วม” คือ ร่วมมือสื่อสารสร้างความเข้าใจการปฏิรูปประเทศ

2.ร่วมมือจัดตั้งดำเนินการสถาบันการปฏิรูป (Reform Academy) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนบนฐานความร่วมมือของทุกภาคส่วน 3.ร่วมมือพัฒนาผู้นำการปฏิรูป (Reform Leader) เพื่อช่วยขยายความรู้ขยายความร่วมมือสู่ประชาชนให้มากที่สุด 4.ร่วมมือขับเคลื่อนการ “ปฏิรูปทั่วไทย” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มปฏิรูปตัวเองทันที โดยเฉพาะเริ่มจากองค์กรเครือข่าย 5.ร่วมมือขยายเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท.และแม่น้ำ 5 สายให้มากที่สุด เพื่อสร้างพลังแห่งการปฏิรูปประเทศอย่างกว้างขวาง

โดยองค์กรเครือข่ายที่ทำ MOU เช่น ที่ประชุมอธิการบดี 38 แห่ง หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาและสมาคม SME สภาองค์กรชุมชน สมาคมองค์กรปกครองท้องถิ่น ทั้งฝ่ายคณะผู้บริหารข้าราชการและพนักงานทุกประเภท สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (มหาวิทยาลัยเอกชน 67 แห่ง) สมาคมบัณฑิตสตรี สภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเมือง ฯลฯ

ถามว่าผลงานปฏิรูปสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมคืออะไรบ้าง อลงกรณ์ ตอบว่า เรื่องการปฏิรูปปัญหาคอร์รัปชั่นและ การปฏิรูปกิจการตำรวจ โดย สปท.ส่งร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือศาลคอร์รัปชั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดือน พ.ย. 2558 และเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ครม.เดือนถัดมาและส่งมายัง ​สนช.​ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. พร้อมประกาศเป็นกฎหมายทำให้ประเทศไทยมีศาลคอร์รัปชั่นเป็นครั้งแรกเพื่อปราบการทุจริต ที่มีข้าราชการและเอกชนเป็นตัวการสามารถตัดวงจรการทุจริตของนักการเมืองได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด

ส่วนการปฏิรูปกิจการตำรวจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ สตช.เห็นชอบแผนปฏิรูป 10 แผนของ สตช. โดยนำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจของ สปท. 9 แผนไปเป็นหลักพิจารณาและสั่งเดินหน้าเต็มที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ประชุมใหญ่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่กว่า 2,000 คน เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกาศเป็นวันดีเดย์การปฏิรูปตำรวจและต้องปฏิรูปให้เห็นผลคืบหน้าให้มากที่สุดภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยมอบหมายให้ ผช.ผบ.ตร. 10 คนรับผิดชอบคนละแผน เช่น พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็น สปท.ด้วยดูแลการปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีแผนปฏิบัติการในรายละเอียดพร้อมตัวชี้วัดต่างๆ อย่างเป็นระบบ และเดินหน้าลงไปประชุมปฏิรูปตำรวจในระดับภาคมาเกือบครบทุกภาคแล้ว

ทั้งนี้  สตช.ทำงานประสานใกล้ชิดกับคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของ สปท. ที่มีตนเองเป็นประธานและคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่มี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน ภายใต้คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มี​ วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ตอนนี้ไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโมเดลเศรษฐกิจของประเทศไปพอสมควรแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ไม่ค่อยได้ลงข่าวเท่าใดนักสาธารณชนก็ไม่ค่อยได้รับรู้ว่างานปฏิรูปไปไกลมากแล้ว

“ประเมินจากเนื้องานล้ำหน้ากว่าเป้าหมายและการปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปมากแล้ว และเริ่มปรากฏผลชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาของประเทศที่หมักหมมสะสมมานานอีกมากที่จะต้องสะสาง ผมอยากให้ดูการประเมินของ 5 องค์กรระดับโลกที่บ่งชี้ว่าการปฏิรูป 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยับอัพเกรดประเทศในทิศทางที่ดีขึ้น ประเทศของเราแข็งแรงขึ้น”​

อลงกรณ์ ระบุว่า ​พิจารณาจากผลการประเมิน​​การเติบโตทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าเราแข็งแรงกว่า

ธนาคารโลกปรับตัวเลขการประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2559 จาก 2% เป็น 2.5 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า นับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ในการประเมินเมื่อผ่านมาครึ่งปีธนาคารโลกปรับการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศชั้นนำอย่าง อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ถูกปรับลดลงและยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ที่ 2.4% เราอาจไม่ได้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น แต่เราแข็งแรงกว่า (Stronger) เพราะเราปฏิรูปประเทศในขณะที่ประเทศอื่นไม่ได้ปฏิรูปแบบยกเครื่องใหญ่อย่างเรา คิดว่าภายใต้ยุค “สถานการณ์ปกติใหม่” (New Normal) ถือว่าเราทำได้ดีทีเดียว

รอยร้าว ปชป.-กปปส.ไม่นานก็ผ่านไป

ในฐานะศิษย์เก่าที่เคยได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนจะกระโดดมารับตำแหน่งเป็น สปช. ถามว่าหลังจากพ้นตำแหน่งในบทบาท สปท.แล้วมีโอกาสจะหวนกลับไปสู่ถนนการเมืองหรือกลับคืนประชาธิปัตย์หรือไม่

อลงกรณ์ กล่าวว่า มี 2 คำถาม คือ 1.จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ และ 2.จะกลับพรรค ปชป.หรือไม่

“ผมเกิดจากพรรค ปชป.และอยู่มา 20 กว่าปีไม่เคยย้ายพรรค ไม่ว่ายามพรรครุ่งเรืองหรือตกต่ำย่อมบ่งบอกถึงความผูกพันว่ามีมากเพียงใด และวันที่สมัครเป็น สปช.เพื่อมาปฏิรูปประเทศก็ถูกคาดโทษว่าพรรคอาจไม่ส่งสมัคร สส.ในอนาคตผมได้เลือกทางเดินของผมแล้วครับ

...เมื่อผมตัดสินใจลาออกจากพรรคเมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช.ในเดือน พ.ย. 2557 เพื่อความเป็นกลางทางการเมืองของ สปช. เป็นวันที่ผมเสียน้ำตาเมื่อต้องจากบ้านที่เคยอยู่และไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้กลับบ้านอีกหรือไม่ วันนี้ภารกิจการปฏิรูปประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ขอให้ประเทศตั้งหลักตั้งลำได้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงผมถึงจะคิดถึงตัวเองว่าจะไปทางไหน”

กรณีที่มีการคาดการณ์ข้ามช็อตไปหลังรัฐธรรมนูญผ่านและเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอาจมีการตั้งพรรคนอมินีทหารขึ้นมานั้น อลงกรณ์ เห็นว่า เท่าที่ทำงานกับท่านนายกรัฐมนตรีมาปีกว่า ​ไม่คิดว่าจะมีพรรคนอมินีทหารเกิดขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดพรรคทางเลือกที่ 3 หรือพรรคการเมืองใหม่มีความเป็นไปได้สูง

“สำหรับผมต้องตอบคำถามตัวเองเหมือนด่านแรกเสียก่อนว่าจะกลับการเมืองหรือไม่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนการทาบทามจากพรรคการเมืองมีมาตลอดในฐานะเราเคยเป็นนักการเมืองและยังมีบทบาทอยู่ในขณะนี้ แต่คำตอบของผมเหมือนเดิมคือยังไม่คิดถึงอนาคตตัวเอง”​

ถามถึงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคิดอย่างไร อลงกรณ์ กล่าวว่า เป็นสถานการณ์ที่อภิสิทธิ์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ และส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงภาวะผู้นำของท่านและเป็นสิทธิที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรเป็นสิทธิของแต่ละคน

“เราต้องเคารพการตัดสินใจของกันและกัน จะให้เห็นเหมือนหรือต่างกันทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้ สำหรับการบอกว่าไม่รับร่างเพราะเป็นไปตามอุดมการณ์ 70 ปีของพรรค เนื่องจากท่านเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ​จะให้พูดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ส่วนสมาชิกพรรคจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ ก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่คนที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าเขาไม่ยึดอุดมการณ์ของพรรคก็คงไม่ใช่”

มองภาพประชาธิปัตย์วันนี้เป็นอย่างไร จากก่อนหน้านี้เคยปลุกกระแสการปฏิรูปในพรรค อลงกรณ์ยังเห็นว่า ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคใหญ่และมีโอกาสที่จะยกระดับอัพเกรดเป็นสถาบันทางการเมืองได้มากที่สุดพรรคหนึ่ง แต่ช่วงนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่สามารถประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือประชุมสาขาพรรค ส่วนการปฏิรูปพรรคนั้นเมื่อมีมติของพรรคในปี 2556 ให้ทำการปฏิรูปพรรคอย่างเป็นทางการก็เป็นเรื่องที่ควรสานต่อ

ส่วนปรากฏการณ์ขัดแย้งระหว่าง กปปส.​-ปชป. จากปมร่างรัฐธรรมนูญ จะรุนแรงหรือจะบานปลายหรือไม่นั้น อลงกรณ์ เห็นว่า ตามข่าวที่ออกมาในสื่อมวลชนก็น่าห่วงใยแต่ไม่คิดว่าจะขยายบานปลาย เพราะในพรรคยังมีชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรค ซึ่งทั้งสุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ ให้ความเคารพนับถือ

“เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาระหว่างบุคคล แต่เป็นปัญหาแนวทางที่ต่างกันบางเรื่อง โดยเฉพาะท่าทีและจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่าเป็นสถานการณ์เฉพาะเรื่องเฉพาะราว สักครู่ก็ผ่านไป”

ถามว่าปมนี้จะกระทบความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน อลงกรณ์ ไม่ขอออกความเห็น​ แต่เชื่อว่าย่อมมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตามยังมีเวลาที่จะจัดการปัญหานี้

ถามว่ามีข้อเสนออะไรที่เห็นว่าประชาธิปัตย์ควรปรับตัว อลงกรณ์ กล่าวว่า ​วันนี้เราพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 เราพูดถึง First S-Curve New S-Curve เราพูดถึงการบริหารจัดการประเทศสมัยใหม่ โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการปฏิรูปจะทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก พรรคประชาธิปัตย์มีคนดีคนเก่งจำนวนมากผสมผสานในหลายรุ่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังเป็นความหวังและอนาคตของการเมืองไทย

“การปฏิรูปสู่ความทันสมัยทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ เปิดพรรคกว้างสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและพัฒนานโยบายเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมาถึง จะเป็นโอกาสอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์”อลงกรณ์ กล่าว

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

ปฏิรูปประเทศ "กล้าฝัน" ต้อง "กล้าฝืน"

กว่า​ 20 ปีบนเส้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยจุดประเด็นเรื่องการปฏิรูปมาแล้วรอบหนึ่ง ก่อนจะผันตัวมารับหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถมยังได้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภา สปท.คนที่ 1

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดเผยว่า ภูมิใจครับที่มีโอกาสมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะตั้งใจมาปฏิรูปจริงๆ นับแต่เสนอปฏิรูปพรรคเมื่อเดือน เม.ย. 2556 และสมัครมาเป็น สปช.ในปลายปี 2557 ทั้งที่ขัดกับแนวทางของผู้ใหญ่ในพรรคตอนนั้น

“แต่ผมคิดว่าประเทศต้องมาก่อน ประการสำคัญคือเรื่องการทำงานปฏิรูปประเทศนอกจากกล้าฝันยังต้องกล้าฝืนแม้จะต้องสูญเสียอะไรไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผมต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมรักและอยู่มากว่า 20 ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช. ซึ่งต้องทำหน้าที่แทนองค์กรและองค์กรอย่าง สปช.ต้องเป็นกลาง

... เมื่อ สปช.สิ้นวาระลงในเดือน ก.ย. 2558 ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเป็น สปท.​เพราะระหว่างที่เป็น สปช.ได้โหวตสวนกับเสียงข้างมากในสภาในเรื่องสำคัญๆ 2-3 เรื่อง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และยิ่งไม่คิดว่าจะได้มาเป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 ได้เป็นโดยไม่รู้ตัวเลยเมื่อสมาชิกเลือกให้ทำหน้าที่ด้วยเสียงเอกฉันท์ก็ทุ่มเททำงานให้เต็มที่”​ อลงกรณ์ กล่าว

ทว่า เส้นทางการทำงานในตำแหน่งรองประธาน สปท. ดูจะไม่ราบรื่นนักเมื่อมีทั้งแรงกดดัน แรงกระเพื่อมที่ทำเอาเก้าอี้ตัวนี้ต้องสั่นคลอน แต่ อลงกรณ์ ชี้แจงว่า ไม่มีรอยร้าวและไม่มีการเขย่าเก้าอี้ใน สปท. ​มีแต่เพียงสมาชิก 2-3 ท่าน ที่เข้าใจผิดเพราะไม่ทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เมื่อประชุมภายในชี้แจงกันและมีสมาชิก  สปท.อาวุโสหลายท่านลุกขึ้นยืนยันการทำงานของตนเองว่าทุกงานทุกเรื่องที่ทำผ่านการอนุมัติและไม่เคยมีวาระซ่อนเร้นใดๆ ทางการเมืองตามที่สมาชิก 2 ท่าน ได้ตั้งข้อสงสัยเรื่องก็จบ

หนึ่งในปมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องการเดินสายพบพรรคการเมืองโดยไม่เป็นมติ สปท.​​นั้น ข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศในวาระครบ 6 เดือนของ สปท.เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของ สปท.และได้รายงานให้วิป 3 ฝ่าย (ครม.-สนช.-สปท.) วิป 2 ฝ่าย (สนช.-สปท.) และวิป สปท.แล้วรวมทั้งท่านประธาน สปท.ทราบล่วงหน้าทั้งยังแถลงข่าวระหว่างการจัด Meet The Press ประจำเดือนก่อนหน้า 2-3 สัปดาห์

อีกทั้ง ก่อนที่คณะ สปท.จะไปพบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยนั้น ​ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ยังฝากข้อความไปถึงหัวหน้าพรรคทั้งสองด้วย อีกทั้งการเดินทางไปพบนั้น ไปเป็นคณะใหญ่อย่างเปิดเผยและพูดคุยเรื่องการปฏิรูปเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมือง

“พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในอนาคตและเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ 15 ซึ่งต้องประสานความร่วมมือให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในแนวทางเดียวกัน”

อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานของ สปท.ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สานต่อจาก สปช. เรื่อง การจัดงานชี้แจงความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของ สปท.ต่อคณะทูตานุทูต ครั้งที่ 3 ก็เช่นกันทุกอย่างทำตามขั้นตอนมีรายงานก่อนหลังเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยมี​ประธาน สปท.เป็นประธานงานโดยมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ต้อนรับ และบรรยายสรุป มี​โฆษก สปท.สุวัฒน์ จีนาพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นพิธีกร

นอกจากนี้ ยังไม่ได้จัดถี่เกินไปอย่างที่สมาชิกท่านหนึ่งบอกครั้งแรกจัดเดือน พ.ย. 2558 ครั้งที่ 2 จัดเดือน มี.ค. 2559 และครั้งที่ 3 จัดเดือน ก.ค. 2559 แต่ละครั้งห่างกัน 4-5 เดือน และบรรยายเฉพาะเรื่องความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญหรือประชามติ

อลงกรณ์​ อธิบายว่า คณะทูตานุทูตถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะทูตคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของแต่ละประเทศ ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะประสานสร้างความเข้าใจว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศจะดำเนินอย่างไร ปัจจุบันมีความก้าวหน้าแค่ไหนเพียงใด เพื่อให้คณะทูตานุทูตนำข้อมูลที่ได้รับจากการชี้แจงไปทำความเข้าใจในแต่ละประเทศ

“​การจัดทุกครั้งก็ได้รายงานให้ท่านประธานทราบ และมีการเรียนเชิญประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ รวมทั้ง  สปท.ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งเรื่องการเดินสายชี้แจงพรรคการเมืองและการบรรยายสรุปทูตานุทูตและองค์การระหว่างประเทศนั้นท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ทราบเรื่องดี”​

ถามว่าระยะหลังมีกระแสถูกโจมตีว่าทำงานออฟไซด์ประธาน สปท. อลงกรณ์ ตอบชัดเจนว่า “ไม่มีออฟไซด์แน่นอน เราทำงานเป็นทีมเวิร์กและผมต้องทำงานตามคำสั่งของท่านประธานและอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”​

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องการเร่งสร้างผลงานเพื่อรองรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็น สว.ในอนาคต  และไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจอย่างอื่น​ ส่วนตัวเป็นคนทำงานเร็วและแรงบางทีเร็วเกินไปเลยอาจเกิดช่องว่างมันเป็นอย่างนี้มานาน

“ลองถามข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ดูได้ครับว่ารัฐมนตรีอลงกรณ์เป็นยังไง ไปเจรจา 4 ประเทศในตะวันออกกลางใช้เวลา 5 วันก็เคยมาแล้ว นิสัยทำงานแบบนี้ติดตัวยากแก้ไขจริงๆ อีกแรงกดดันคือต้องการให้การปฏิรูปเกิดผลเร็วๆ ด้วย ตอนเริ่มทำงาน สปท.สปีดเป็นยังไงตอนนี้ก็สปีดเหมือนเดิม​“

ถามถึงบทบาทหลังจากพ้นวาระรองประธาน สปท.แล้วจะไปทางไหนต่อ ​อลงกรณ์ กล่าวว่า “ผมเคยพูดหลายครั้งว่าผมไม่มีอนาคตทางการเมืองตราบใดที่ประเทศยังไม่มีอนาคตเราจะคิดถึงอนาคตตัวเองได้อย่างไร ประการสำคัญคือเราต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดรวมทั้งจะฝักใฝ่ตัวเองไม่ได้มิฉะนั้นเราจะคิดจะทำเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม”

“การที่ผมยึดหลักการเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ยอมรับพูดคุยด้วยทำให้องค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ เต็มใจที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท. ลองคิดตรงข้ามสิครับว่าถ้าปีกว่าที่เป็น สปช.และ สปท.ผมมีวาระแอบแฝงทางการเมืองจะมีใครเข้าไว้วางใจเหมือนตอนนี้”

อลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนจะกลับสู่ถนนทางการเมืองหรือไม่ ขอบอกว่ายังไม่คิดเรื่องอนาคต ขอทำหน้าที่ขณะนี้ให้ดีที่สุด​ ในใจอยากทำงานปฏิรูปประเทศต่อไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ประเทศของเราและคนไทยมีศักยภาพสามารถเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้หากเราร่วมกันปฏิรูป แยกการปฏิรูปออกจากการเมือง ใครเป็นรัฐบาลก็สานต่อการปฏิรูปต่อเนื่องกันตลอดไป

ส่วนตัวเชื่อมั่นประเทศและอยากเห็นทุกคนทุกฝ่ายเชื่อมั่นและภูมิใจในประเทศของเรา จึงกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด มาร์กเซย์ พบ ลิเวอร์พูล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก วันนี้ 21 ม.ค.69