
เมืองซามูไร Aizu 5
เที่ยวมาหลายแห่งแล้วพาไปทานกันบ้าง อาหารเด่นดังของเมืองไอสึนี่มีหลายอย่าง แต่อย่างแรกที่ผมคิดถึง
เที่ยวมาหลายแห่งแล้วพาไปทานกันบ้าง อาหารเด่นดังของเมืองไอสึนี่มีหลายอย่าง แต่อย่างแรกที่ผมคิดถึงเลยก็คือ ราเมง จริงๆ แถบนี้ที่ดังคือ Kitakata Ramen ที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกหน่อย ถ้าจัดอันดับราเมงประจำถิ่นของญี่ปุ่น 3 อันดับแรกก็ต้องมี Sapporo Ramen ราเมงน้ำซุปมิโสะแห่งแดนเหนือ Hakata Ramen ราเมงน้ำซุปกระดูกหมูหรือทงคทสึราเมงจากแดนใต้ และ Kitakata Ramen ราเมงต้นตำรับแห่งอีสานตอนล่าง
ใครชอบรสหนักแน่นก็ต้องมิโสะราเมง ทานแล้วอิ่มท้องและมีพลังต่อสู้กับความหนาวได้อย่างเต็มกำลัง ราเมงสายเหนือต้องยกให้ Sumire เป็นผู้นำ ส่วนราเมงน้ำซุปกระดูกหมูก็ให้รสสัมผัสที่หลากหลาย มักจะเข้มข้นแต่แฝงไว้ซึ่งความละมุนอย่าง Ichiran หรือ Ippudo ถือเป็นตัวแทนของราเมงแดนใต้ได้อย่างเด่นชัด ส่วนคิตะคาตะราเมงนั้น ยังคงรักษารสชาติและหน้าตาของราเมงต้นตำรับไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ที่ว่าต้นตำรับนั้นก็เพราะว่าราเมงนั้นมีที่มาจากเมืองจีน เมื่อก่อนอาหารจำพวกเส้นของญี่ปุ่นมีเพียงโซบะกับอุด้ง พอคนจีนเข้ามาค้าขายอาหารจำพวกเส้น คนญี่ปุ่นเห็นเข้าก็เลยเรียก Chuka Soba หรือโซบะแบบจีน เพราะลักษณะเส้นคล้ายกัน น้ำซุปก็ใสๆ เหมือนกัน จนพัฒนาไปเป็นราเมงในที่สุด ส่วนที่คิตะคาตะนั้นเรียกว่า Shina Soba ซึ่งแผลงมาจาก China Soba หรือโซบะแบบจีนเช่นกัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างจาก Chuka Soba ของแถบคันโตตรงที่ เส้นของคิตะคาตะจะแบนและกว้าง เส้นจะหยักเป็นลอนดูดซึมน้ำซุปได้ดี เวลาเคี้ยวเส้นจะให้รสสัมผัสเต็มที่เต็มคำ
ในขณะที่เส้นของ Hakata จะเล็กเรียวตรง เวลาลวกจะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะคนฮากาตะชอบเส้นที่ไม่สุกมากจนเกินไป ส่วนน้ำซุปของคิตะคาตะนั้นทำจากกระดูกหมูและปลาซาร์ดีนแห้งเป็นหลัก บางร้านอาจเสริมเติมผักและกระดูกไก่ลงไปด้วย ค่อยๆ ต้มด้วยไฟอ่อนเพราะคุณลักษณะเด่นของน้ำซุปคือต้องใส และใช้โชยุเป็นเครื่องปรุงรส จนกลายเป็นชื่อเรียกของราเมงประเภทนี้ว่า Shoyu Ramen
ผู้ให้กำเนิด Kitakata Ramen คือคุณ Bankinsei ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จากมณฑลเจ้อเจียง ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาปู่ในปี ค.ศ.1925 เพราะได้ยินข่าวคราวว่าปู่ทำงานอยู่แถวโรงไฟฟ้าถ่านหินที่คิตะคาตะนี่แหละ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เจอกับปู่ จึงลงหลักปักฐานทำมาหากินโดยเปิดแผงลอยเล็กๆ ขายบะหมี่น้ำแบบจีนตามความถนัดของตน เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนจนสามารถเปิดเป็นร้านได้ในปีถัดมา และตั้งชื่อว่า Genraiken
จากนั้นจึงก่อให้เกิดกระแสการทานราเมงขึ้นในคิตะคาตะ จนถึงขั้นทานกันได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ และจากกระแสนี้เองทำให้ร้านราเมงเปิดกันมากขึ้นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จนผู้คนได้ยินข่าวคราวและหลั่งไหลมาชิมราเมงกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และผลักดันให้ Kitakata Ramen ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เบียดแซงราเมงจากเมืองอื่นขึ้นไปเป็นหนึ่งในสามราเมงขึ้นชื่อของญี่ปุ่น
ราเมงของเมืองไอสึก็ถอดแบบมาจากคิตะคาตะราเมงนั่นแหละครับ เหมือนกินข้าวซอยเชียงใหม่กับลำพูน ที่รสชาติไม่ต่างกันเท่าไหร่ ผมไม่มีโอกาสแวะไปคิตะคาตะ แต่ดันอยากกินราเมงก็เลยถามคนท้องถิ่น เขาแนะนำมาร้านหนึ่งชื่อ Ipputei เป็นร้านท้องถิ่นที่คนในเมืองนิยมมาทานกัน เส้นหนานุ่มกับน้ำซุปใสๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี
คุณลักษณะเด่นอีกอย่างของคิตะคาตะราเมงคือน้ำซุปต้องเยอะ อย่างของร้านอิปปุเทนี้ใส่มาเกือบเต็มชาม ซดคล่องคอดี หมูชาชูก็นุ่มมากทานกับไข่ยางมะตูมและสาหร่ายลงตัวที่สุด ชามเดียวเอาอยู่ อิ่มอร่อยและไม่แพงครับ ชามละแค่ 600เยนเอง







