
เปิดแคมเปญปรับเงินเดือนขรก.น้องใหม่เท่าเอกชน
ที่ประชุมครม.วันที่ 16 ส.ค.เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชนภายใน 5 ปี และนำระบบเงินเดือนแรกบรรจุที่ยืดหยุ่น หลากหลาย มาใช้ภายในปีงบประมาณ 2554
ที่ประชุมครม.วันที่ 16 ส.ค.เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชนภายใน 5 ปี และนำระบบเงินเดือนแรกบรรจุที่ยืดหยุ่น หลากหลาย มาใช้ภายในปีงบประมาณ 2554
โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ในที่สุดการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ผ่านความเห็นชอบ การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เสนอ
นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่การบรรจุข้าราชการต่อจากนี้ไป จะได้รับการปรับฐานเงินเดือนให้ใกล้เคียงกับเอกชน ทั้งนี้ กพ.ได้เสนอเหตุผลต่อการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ จากสภาพปัญหาปัจจุบัน การดึงดูดและรักษาคนเก่งคนดีในราชการลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการต่ำกว่าภาคเอกชน การขาดความยืดหยุ่น และความหลากหลายของอัตราเงินเดือนแรกบรรจุประกอบกับการเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและขีดความสามารถในการสรรหาของสถานประกอบการขนาดใหญ่
จากรายงานผลการสำรวจอัตราค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับการบริหารค่าจ้าง ประจำปี 2552-2553 ของสมาคมการจัดงานบุคคลแห่งประเทศไทย พบว่า เงินเดือนแรกบรรจุของภาคเอกชนสูงกว่าภาครัฐ 6-86% ดยระดับการศึกษาที่มีความแตกต่างสูงสุด คือ ระดับปริญญาโท 57-86% รองลงมา คือ ระดับปริญญาตรี 26-83% สำหรับสาขาวิชา วิศวกรรมศาสตร์ 83-86% รองลงมา คือ วิทยาศาสตร์ 51-75%
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเทียบเคียงเงินเดือนแรกบรรจุกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของภาคราชการแล้ว ค่าตอบแทนแรกบรรจุของภาคราชการก็ยังต่ำกว่าภาคเอกชน ยกเว้นค่าตอบแทนของผู้บรรจุในสายงานที่ใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาในสาขาพาณิชย์
ตามเป้าหมายของ กพ.ที่เสนอครม. ระบุว่า ให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชนภายใน 5 ปี และนำระบบเงินเดือนแรกบรรจุที่ยืดหยุ่น หลากหลาย มาใช้กับข้าราชการพลเรือนสามัญภายในปีงบประมาณ 2554
แนวทางดำเนินการมีดังนี้
1.เพิ่มความถี่ในการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ โดยระยะแรกที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการยังต่ำกว่าภาคเอกชนมาก ให้สำนักงาน กพ. จัดทำข้อเสนอเพื่อปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกปี และเมื่ออัตราเงินเดือนแรกบรรจุใกล้เคียงกันแล้วให้สำนักงาน กพ. ศึกษาเปรียบเทียบอัตราเงินเดือนแรกบรรจุระหว่างภาคราชการกับภาคเอกชน และหากเห็นสมควรปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ก็ให้เสนอ กพ. พิจตารณาให้คึวามเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ. ประสานกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดทำคำขอตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ด้วย
2.ในชั้นต้นให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำให้สูงขึ้น โดยลดช่องว่างระหว่างอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคเอกชนและภาคราชการในแต่ละระดับวุฒิการศึกษาลงครึ่งหนึ่งของความแตกต่างเดิม (โดยเทียบกับข้อมูลการสำรวจของบริษัท ศูนย์กฎหมายธุรกิจอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , รายงานผลการสำรวจค่าจต้าง เงินเดือน และสวัสดิการ ปี 2551 และแนวโน้มปี 2552 )
3.กำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุเป็นช่วง โดยให้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำและขั้นสูงมีช่วงกว้าง ไม่เกิน 10% ตามแนวทางข้อ 2
4.มอบอำนาจให้ส่วนราชการพิจารณาสั่งให้ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้รับเงินเดือนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำและไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นสูงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนด
5.ให้สำนักงาน ก.พ. ตรวจสอบและรายงาน ก.พ. ในกรณีที่ส่วนราชการกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุไม่สอดคล้องกับแนวทางหลักเกณฑ์วิธีการที่ ก.พ. กำหนด เพื่อ ก.พ. จะได้พิจารณาสั่งระงับการให้อำนาจส่วนราชการพิตจารณาสั่งให้ข้าราชการได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำ
6. ให้สำนักงาน ก.พ.นำเสนอ ก.พ. พิจารณาดังนี้ 1) ผลสำรวจอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการกับภาคเอกชนเป็นรายปี ในกรณีที่สำนักงาน ก.พ. เห็นควรให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุก็ให้เสนอ ก.พ.พิจารณา 2)ผลการศึกษาการนำระบบเงินเดือนแรกบรรจุแบบช่วงมาใช้ในราชการ
ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุ แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อฐานเงินเดือนข้าราชการที่ได้รับเงินเดือนแรกบรรจุเดิมอาจเกิดความลักลั่น ดังนั้น กพ. จึงเสนอของบอีก 200 ล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยให้กับข้าราชการในตำแหน่งระดับแรกบรรจุ(เดิม)ด้วย โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553







