posttoday
ผ่าอาณาจักรตำรวจ

ผ่าอาณาจักรตำรวจ

20 กรกฎาคม 2559

การซื้อขายตำแหน่งในฤดูกาลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจมีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาพตอกย้ำถึงความเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมไทย และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือศรัทธาของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการปฏิรูปตำรวจตลอดช่วงที่ผ่านมาก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

การซื้อขายตำแหน่งในฤดูกาลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจมีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาพตอกย้ำถึงความเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมไทย และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือศรัทธาของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการปฏิรูปตำรวจตลอดช่วงที่ผ่านมาก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ก่อนที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้อำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนเรือนล้านที่ชุมนุมกันบนถนนราชดำเนิน และอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต่างพร้อมใจกันส่งสัญญาณข้อเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่งในหัวข้อการปฏิรูปประเทศต้องลงมือผ่าตัดใหญ่ระบบรัฐตำรวจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัญญาณปลายสายกลับพร่าเลือน และไม่เข้าหูคณะผู้บริหารราชการแผ่นดิน เป็นสาเหตุให้คำสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการที่ออกมาเมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีแต่คำครหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ ถึงความไม่ชอบมา
พากล

ประเด็นที่น่าสนใจและควรตั้งคำถามต่อกรณีนี้ก็คือ เหตุใดรัฐบาลทหารที่ปักธงนโยบายการปราบปรามการทุจริตให้หมดสิ้นจึงตกเป็นผู้ต้องหาวางเฉยต่อปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในวงราชการ แล้วตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา อะไรเป็นรูปธรรมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงสีกากีให้เป็นที่น่าพอใจของประชาชน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ควรต้องตอบคำถามดังกล่าว พร้อมทั้งอธิบายซ้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการใช้เส้นสายวิ่งเต้นเข้าสู่ตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้รายงานการวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แนวทางของ กมธ.ชุดนี้พุ่งเป้าไปที่ประเด็นการใช้ดุลพินิจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้เกิดการแทรกแซงทางการเมือง อาศัยตำรวจเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์และเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ รวมถึงการรักษาอำนาจของฝ่ายการเมืองไว้

รายงานของ สปท.ฉบับนี้ยังมีข้อเสนออื่นๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งเป้าหมายหลักคือต้องการให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของบุคคลใด แต่จะต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้จะเป็นจริงได้ ฝ่ายบริหารที่กำกับดูแลนโยบายจะต้องเห็นชอบและออกแรงผลักดันนำไปสู่การบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้จ่ายภาษีมีโอกาสได้ใช้บริการต้นธารกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ สังคมโดยรวมจะได้เห็นการอำนวยความยุติธรรมตั้งแต่ในระดับปฏิบัติไปจนถึงฝ่ายบริหาร

จริงอยู่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีบุคลากรมากถึงกว่า 2 แสนนาย การจัดระบบหรือปรับโครงสร้างใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยจะไร้หวังกับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอาณาจักรตำรวจ ถ้าฝ่ายนโยบายตั้งใจจริงและดำเนินนโยบายไม่ลูบหน้าปะจมูก

แต่กระนั้น หากรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อน มุ่งรักษาอำนาจทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน และปล่อยให้การปฏิรูปตำรวจไม่ถูกจัดอยู่ในลำดับความสำคัญ ความอยุติธรรมก็จะยังเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศของเราต่อไป

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้