
ลงทะเบียนคนจน
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ต้องจับตาโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกตามประสาชาวบ้านว่าลงทะเบียนคนจน ในวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.นี้ ที่จะมาลงทะเบียนผ่านสถาบันการเงิน 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย ที่มีสาขาทั่วประเทศรวมกันกว่า 3,500 สาขา เพราะว่าจะมีประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์มาลงทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านราย
ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังบอกว่าเป้าหมายการลงทะเบียนครั้งนี้ เน้นกลุ่มผู้ชราที่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ซึ่งมีจำนวน 8-10 ล้านราย และมีเป็นแสนรายที่เสียชีวิตแต่ยังคงได้รับเบี้ยอยู่ จึงต้องการจะจ่ายเบี้ยคนชราให้มีประสิทธิภาพ การลงทะเบียนครั้งนี้อาจนำไปสู่ “การตัดเบี้ยคนชรา” ตามที่เคยมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ แต่จะเป็นการตัดส่วนของคนที่ไม่รับไปเพิ่มให้กับคนที่ยังรับอยู่ เพื่อให้ได้เงินมากขึ้น
สำหรับในการลงทะเบียนคนจนครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ออกแบบใบสอบถามข้อมูลอย่างละเอียด ต้องกรอกข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สินด้วย แยกเป็น 1.เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. 2.พันธบัตร ตราสารหนี้ 3.หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หน่วยลงทุนในกองทุน และ 4.อื่นๆ ซึ่งจะมีช่องให้เลือกระดับทรัพย์สินที่มีตั้งแต่ 1 บาท-3 หมื่นบาท ไปจนถึงระดับมากกว่า 3 ล้านบาท
ด้านข้อมูลเรื่องหนี้สินมีให้เลือกว่าเป็นหนี้นอกระบบเท่าไร มีหลักประกันหรือไม่ และเงินกู้ในระบบเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้เพื่อการเกษตร หนี้เพื่อการศึกษา หนี้เพื่อที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค แยกจำนวนให้ลงได้ตามความชอบใจ โดยที่ไม่มีเอกสารยืนยันความเป็นหนี้หรือทรัพย์สินใดๆ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสั่งทบทวนการจ่ายเงินสวัสดิการ หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 600 บาท/เดือนใหม่ โดยเลือกจ่ายให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่ำ หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือจริงเท่านั้น เพื่อลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการของภาครัฐ ในอนาคตที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจะทำให้มีภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้น เบื้องต้นผู้สูงอายุกลุ่มที่มีรายได้เกินเดือนละ 9,000 บาท หรือมีสินทรัพย์สูงเกินกว่า 3 ล้านบาท จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ดังนั้น เมื่อตัดงบประมาณส่วนนี้ไป คาดว่าจะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันที่เป็นภาระงบประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท กับอีกเป้าหมายที่ต้องการมีการสำรวจคือ “เกษตรกร” เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการจ่ายเงินช่วยเหลือต่างๆ และที่เพิ่งอนุมัติจ่ายเงินกันสดๆ ร้อนๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2559 คือโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 จำนวน 3.7 ล้านราย มีวงเงินรวมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนั้นมีมาตรการที่ต้องจับตาคือการจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 3.78 หมื่นล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส.ที่คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินชาวนาได้พร้อมกับการลงทะเบียนคนจนกลางเดือน ก.ค. 2559 นี้พอดิบพอดี สมทบด้วยการสั่งให้ ธ.ก.ส. ทำโครงการพักหนี้ 2 ปี และลดดอกเบี้ยให้ 3%
นักวิชาการอย่าง วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองการออกมาตรการครั้งนี้ว่าเป็นการหาเสียงในช่วงที่จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะสถานการณ์ราคาข้าวจากนี้น่าจะมีทิศทาง
ที่ดีขึ้นจากปีก่อน ที่สำคัญมาตรการช่วยเหลือก็ไม่แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ เพียงแต่มีการจำกัดวงเงินช่วยเหลือให้ดูน้อยกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้าเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจะรู้ข้อมูล คือ กลุ่มคนที่เป็นหนี้นอกระบบ ที่กระทรวงการคลัง กำลังจะเสนอ ครม. ขอตั้งพิโคไฟแนนซ์เพื่อดึงเจ้าหนี้นอกระบบ มาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทำกิจการปล่อยเงินกู้ให้ถูกกฎหมาย แต่จากข้อมูลที่ให้กรอกตามเอกสาร ก็ยังมีจุดอ่อน เพราะไม่มีหลักฐาน หรือเอกสารยืนยันภาระหนี้ที่แท้จริงของผู้ลงทะเบียนได้
อีกกลุ่มเป้าหมายคือ “คนว่างงาน” ที่มีช่องให้เลือกว่าเป็นคนว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี ซึ่งเป็นอีกกรณีที่น่าสนใจว่ารัฐต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่ว่างงาน เช่นเดียวกับการแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาทหรือไม่ หรือเป็นเพียงการล่อใจให้คนเหล่านี้เข้ามาลงทะเบียน ซึ่งกระทรวงการคลังยังไม่มีกระบวนการในการตรวจสอบว่าคนเหล่านี้ว่างงานจริงหรือเป็นคนที่ขี้เกียจ งอมืองอเท้า หรือเป็นคนที่เลือกงานอย่างชัดเจน
เรื่องการว่างงานของคนไทยเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าใช่ปัญหาที่รัฐบาลยังต้องเข้าไปเยียวยาอยู่อีกหรือไม่ เพราะจากการรายงานตัวเลขของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าอัตราการว่างงานเฉลี่ยในไตรมาสแรกปี 2559 อยู่ที่ 0.97% หรือมีจำนวน 3.7 แสนคน ถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตอนนี้มีไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน วิเคราะห์ได้จาก 39 อาชีพสงวนสำหรับคนไทย เช่น กรรมกร งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง งานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น งานขับขี่ยานยนต์ หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล งานขายของหน้าร้าน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอาชีพที่คนไทยเริ่มไม่ยอมทำ จนเหล่านายจ้างต้องพึ่งพิงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามากินค่าแรง 300 บาท เท่ากับคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับผลลงทะเบียนรัฐสวัสดิการผ่าน 3 ธนาคารรัฐ วันแรกมีผู้ลงทะเบียนรวมกว่า 8.7 หมื่นราย แยกเป็นการลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 2.71 หมื่นราย ธนาคารออมสิน 4.06 หมื่นราย และ ธ.ก.ส.จำนวน 1.95 หมื่นราย โดย ธ.ก.ส.คาดว่าจะมีลูกค้ามาลงทะเบียนประมาณ 8-9 ล้านคน ธนาคารออมสินอีกประมาณ 2-3 ล้านคน
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดใหม่ทำใหม่จริงๆ ในเรื่องการออกมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล หากต้องการทำให้ถูกที่ถูกทางเพื่อนำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างที่ฝัน ต้องไม่หลอกคนจน และเลิกทำโครงการประชานิยมหรือประชารัฐเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น การลงทะเบียนคนจน ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ ลง
ทะเบียนชาวรากหญ้าต่างๆ ที่ทำมาหลายรอบ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้แล้ว
แต่ควรออกมาตรการเพื่อปรับทัศนคติทางความคิดของคนใหม่ เช่น การลงทะเบียนคนขยันทำมาหากิน แจกเงินเพิ่มคนที่ทำมาหากิน ที่มีชื่อในระบบนายจ้างเหมือนการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ออกมาตรการแจกเงินสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เป็นการกระตุ้นให้คนอยากเรียนหนังสือสูงๆ อยากทำงานในระบบ อยากพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร จึงจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนพวกที่ทำอาชีพผิดกฎหมาย ว่างงาน ขี้เกียจทำงาน ก็ไม่ควรจะได้รับเงินสวัสดิการที่มาจากภาษีของประชาชนไปใช้ง่ายๆ อย่างที่ผ่านมาอีก







