posttoday
ถึงเวลาปฏิวัติวงการนันแบงก์ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ถึงเวลาปฏิวัติวงการนันแบงก์ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

15 กรกฎาคม 2559

โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร

โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร

สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ร่วงกันระนาว นักลงทุนแตกตื่นกระแสข่าว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อยู่ระหว่างการปรับปรุงสัญญาธุรกิจเช่าซื้อ (ลีสซิ่ง) รถยนต์และจักรยานยนต์ฉบับใหม่ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยปรับและการค่าธรรมเนียมการติดตามทวงถามหนี้ใหม่ไม่ให้เกิน 15% ทำให้หุ้นหลายตัวทรุดผิดปกติ ทั้งที่บางตัวไม่ได้ทำธุรกิจลีสซิ่งแต่อย่างใด  

ปรากฏการณ์ตื่นตระหนกครั้งนี้ สะท้อนถึงความไม่เข้าใจของนักลงทุนว่า หุ้นที่กำลังลงทุนอยู่ทำธุรกิจอะไรบ้าง

ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เนื่องจากประเทศไทยมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสนับสนุนทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์หรือนันแบงก์ในหลายรูปแบบ ทั้งสัญญาเช่าซื้อ สินเชื่อส่วนบุคคล หรือคอนซูเมอร์ ไฟแนนซ์ สินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงินหรือไฮร์เพอร์เชส ธุรกิจแฟกเตอริ่ง หรือสินเชื่อการรับโอนสิทธิเรียกร้อง และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ละเรียกชื่อ

ขณะนี้ใครทราบบ้างว่ามีบริษัทเหล่านี้อยู่จำนวนเท่าไร ซึ่งคงจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ยากมาก เพราะการเปิดกิจการเกิดขึ้นง่าย เพียงไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ พร้อมแจ้งวัตถุประสงค์ของการดำเนินธุรกิจ ก็สามารถให้บริการได้แล้ว โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด 

นอกจากนั้น ธุรกิจเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายเพียงไม่กี่ฉบับ อาทิ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยเงินกู้ไม่เกิน 15% ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายติดตามหนี้

เรื่องนี้ถือว่าประเทศไทยไม่ทันสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ขนาดเพื่อนบ้านของเรา อาทิ ลาว เมียนมา ยังจะต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการก่อนที่จะเปิดบริการทางการเงินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก

ของไทยบังคับใช้เพียงธุรกิจ “นาโนไฟแนนซ์” เท่านั้น ที่จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

น่าประหลาดใจมากที่รัฐบาลและหน่วยงานกำกับสถาบันการเงิน ปล่อยปละละเลยการดูแลบริษัทเหล่านั้นมาเนิ่นนานได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ธุรกิจก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามความต้องการใช้เงินทุนในการลงทุนและขยายธุรกิจ รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องการเงินทุน แต่หลายรายเข้าไม่ถึงแหล่งเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ จึงต้องเรียกหาบริการทางการเงินที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากนักจากบริษัทเหล่านี้ แต่ต้องแลกกับการรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์

เห็นด้วยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภควางกติกาใหม่ธุรกิจลีสซิ่ง ปรับปรุงสัญญาการเรียกเก็บเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระเงินค่างวดไม่เกินอัตรา 15% ต่อปี ของจำนวนเงินค่างวดที่ผิดนัดชำระ จากเดิมกำหนดเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ของธนาคารกรุงไทยบวก 10% คาดว่าจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้ประมาณ 2.75%  สามารถลดภาระของประชาชนได้มากทีเดียว

แต่การปรับปรุงเฉพาะอัตราดอกเบี้ยของเบี้ยปรับคงไม่เพียงพอ เพราะธุรกิจการเงินมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาก มีประชาชนเกี่ยวข้องมากมาย และรัฐบาลสามารถใช้บริษัทเหล่านี้มาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ เห็นได้จากธุรกิจเอสเอ็มอีบางแห่งสามารถนำสัญญาในการขายสินค้ามาใช้บริการแฟกเตอริ่ง รับซื้อหนี้การค้า ด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องในการเก็บเงินมาขอใช้สินเชื่อก่อน ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น

แต่ในการปล่อยสินเชื่อบางประเภทยังมีช่องโหว่ และสร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่ลูกค้าอยู่หลายเรื่อง เช่น การคิดอัตราดอกเบี้ยสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คือเมื่อชำระหนี้แล้ว ลูกค้าจะได้ลดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กับรูปแบบที่สอง ลดเฉพาะเงินต้น แต่ไม่ได้ลดดอกเบี้ย ทำให้การคิดดอกเบี้ยส่วนหลังจะสูงกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง และมีโอกาสที่จะเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 15% ต่อปีได้

“เรื่องการคิดดอกเบี้ย ส่วนใหญ่คิดรายเดือน แม้ในสัญญาจะเขียนไว้ชัดเจน แต่เชื่อว่าลูกค้าอีกจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าจะคิดดอกเบี้ยอย่างไร สุดท้ายแล้วต้องรับภาระรวมทั้งปีแล้วเกิน 15% หรือไม่ เชื่อว่าหลายบริษัทยังเอาเปรียบลูกค้าอยู่ในขณะนี้ และจะต้องหาทางแก้ไข”

ปัจจุบันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องพิจารณาเรื่องการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจการเงินเหล่านี้อย่างจริงจัง แม้ธุรกิจแฟกเตอริ่งจะมีสมาคมมาดูแลสมาชิก แต่ก็ไม่เพียงพอ และจะปล่อยให้ สคบ.ดูแลต่อไปอีกคงไม่ไหวแล้ว เพราะที่ผ่านมารับร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรมเยอะแยะ แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้มากนัก

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยอมรับได้ว่าธุรกิจนันแบงก์จะต้องมีหน่วยงานเข้ามากำกับอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หากเริ่มมีผลกระทบกับคนหมู่มาก เมื่อธุรกิจมีความแข็งแรง สินเชื่อเติบโตมาก ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่เริ่มหันมาใช้สินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญ ตอบสนองนโยบายของภาครัฐที่จะพยายามลดปัญหาหนี้
นอกระบบลง

หากทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างและพัฒนาธุรกิจนันแบงก์แล้ว สามารถลดการเอารัดเอาเปรียบลูกค้า พร้อมคัดกรองคุณภาพของผู้ประกอบการได้ดียิ่งขึ้น เชื่อว่าผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นตามมามากมายมหาศาล และจะช่วยสนับสนุนธุรกิจนี้ให้เจริญเติบโตอีกหลายเท่าตัว มีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา