
จ่อม.44คุมสารพิษน่าน
น่านใช้มาตรา 44 ห้ามพ่นสารเคมีพื้นที่ป่าต้นน้ำ หลังสาธารณสุขสุ่มตรวจพบสารเคมีตกค้างในน้ำประปา
น่านใช้มาตรา 44 ห้ามพ่นสารเคมีพื้นที่ป่าต้นน้ำ หลังสาธารณสุขสุ่มตรวจพบสารเคมีตกค้างในน้ำประปา
นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผวจ.น่าน เปิดเผยว่า เตรียมจะขอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ สั่งห้ามใช้สารเคมีเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ต้นน้ำ หลังคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิจัยพบว่า จ.น่าน มีการใช้สารเคมีด้านการเกษตรที่มีปริมาณสูงถึงปีละ 2.4 ล้านกิโลกรัม
“ที่ผ่านมาตั้งคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาการใช้เคมีในภาคการเกษตร อีกทั้งเคยเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้มาตรา 44 ประกาศห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าในพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่มีข้อจำกัดเพราะนโยบายรัฐยังเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ จึงมีการนำเข้ายาฆ่าหญ้าต่อเนื่อง” นายสุวัฒน์ กล่าว
ผวจ.น่าน กล่าวอีกว่า สั่งการให้สาธารณสุขจังหวัดเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาของหมู่บ้านว่ามีสารเคมีปนเปื้อนหรือไม่ โดยจะขอเปรียบเทียบผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งเคยทำงานวิจัยไว้ก่อนหน้านี้อีก 4 ฉบับ และทำการทดสอบผลการตรวจคุณภาพน้ำอย่างละเอียดซ้ำอีกครั้ง หากพบว่ามีการปนเปื้อนจนถึงขั้นวิกฤตจะให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติสารเคมีตามระเบียบราชการ
ด้าน น.ส.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ผลวิจัยพบว่าปัญหาสารเคมีที่ใช้ปลูกข้าวโพดกระจายเกือบทั่วทั้ง จ.น่าน ไม่ใช่แค่เพียงดินเท่านั้น ยังกระจายไปถึงแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนน่านและคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา
“มียาฆ่าหญ้าชนิดต่างๆ ปนเปื้อนในเนื้อปลา น้ำประปา และน้ำดื่ม จากการสุ่มตรวจน้ำ 9 ตัวอย่างจาก 8 อำเภอใน จ.น่าน พบมีสารอาทราซีนหรือยากำจัดวัชพืชปนเปื้อนในน้ำประปาเข้มข้น ค่าเฉลี่ย 18.78 ไมโครกรัม/ลิตร ขณะที่ค่าสูงสุดที่ยอมรับได้ในออสเตรเลีย คือ 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร แต่ไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานในน้ำดื่ม” น.ส.พวงรัตน์ กล่าวธรรมชาติ







