
7.5 แสนคัน!ยอดถอยป้ายแดงพุ่งสูงสุด
การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 ซึ่งนับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นการปรับเป้าหมายเพิ่มเติมแบบก้าวกระโดดทั้งสิ้น
การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 ซึ่งนับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นการปรับเป้าหมายเพิ่มเติมแบบก้าวกระโดดทั้งสิ้น
เป็นเรื่องมหัศจรรย์เซอร์ไพรส์ไม่น้อยสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 ซึ่งนับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นการปรับเป้าหมายเพิ่มเติมแบบก้าวกระโดดทั้งสิ้น
กล่าวคือ การประกาศปรับเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มเป็น 6.5 แสนคันเมื่อจบไตรมาสแรก หลังจากที่มีการตั้งเป้าหมายการจำหน่ายที่ 6 แสนคันในช่วงต้นปี และเมื่อจบไตรมาส 2 ของปีนี้ ก็ประกาศเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มเป็น7.25-7.5 แสนคัน แล้วแต่คาดการณ์ของค่ายรถยนต์แต่ละราย ถือเป็นยอดรวมที่สูงที่สุดของตลาดรถในไทยที่ขายกันมา
ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายรายและผู้ผลิตรถยนต์บางรายเองมีการออกมาประเมินว่า หากไม่มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองและไม่มีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตว่าเพียงพอหรือไม่ มีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้อาจจะเห็นตัวเลขที่เติบโตไปใกล้เคียงที่ระดับ 8 แสนคันก็เป็นไปได้
เพราะหากดูอัตราการเติบโตของยอดจำหน่ายรถยนต์ใน 7 เดือนแรกของปีนี้ จะพบว่าเดือนที่มีตัวเลขการเติบโต เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาน้อยที่สุดก็คือเดือน เม.ย. แต่ก็มีอัตราการขยายตัวถึง43.9% และเดือนที่ขยายตัวสูงสุดก็คือเดือน มิ.ย. ที่ 62.6%
สำหรับในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีปริมาณการขายทั้งสิ้น 65,672 คัน เติบโตขึ้นถึง52.2% ทำให้ปริมาณการขายรถยนต์สะสม 7 เดือนแรกของปีนี้ มีถึง422,364 คัน เติบโต 53.8%
เป็นที่คาดการณ์ว่า ในช่วงที่เหลือของปีอัตราการขยายตัวน่าจะปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงตั้งแต่ไตรมาส3 ของปี 2552 เป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
มีการวิเคราะห์กันว่ามีปัจจัยหลายหลากที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้เติบโตอย่างมาก เรื่องแรกก็คือการอั้นกำลังซื้อในปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงต้นปี 2552 ตลาดเคยติดลบมากถึง30-50% ก่อนจะฟื้นขึ้นมาติดลบเฉลี่ยทั้งปีกว่า 10% คาดกันว่าฐานตลาดที่ต่ำกำลังซื้อที่อั้น ทำให้ตัวเลขปีนี้สูงมาก
นอกจากนี้ การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆของผู้ประกอบการ ก็คือปัจจัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของรถยนต์นั่งที่ขยายตัวมากกว่า 60% ส่วนหนึ่งมาจากรถยนต์นั่งขนาดเล็กและอีโคคาร์ที่เพิ่มขึ้นมาก
รวมทั้งภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจก็อยู่ในช่วงของขาขึ้น ทั้งภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือภาคเกษตรกรรมที่ราคาสินค้าเกษตรค่อนข้างดีในช่วงครึ่งปีแรก เป็นผลให้ธุรกิจรถกระบะขนาด 1 ตัน กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
ปัจจัยประกอบอื่นๆ ที่มีผลเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวไม่สูงมากนัก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ไม่ได้เพิ่มอย่างรุนแรง และการแข่งขันที่รุนแรง ก็กระตุ้นเปิดทางให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น
บริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ ก็มีผลประกอบการที่ดีตามยอดขายรถยนต์ เช่น บริษัท อีซึ่น เพ้นท์ผู้ประกอบการสีรถยนต์ ที่ในไตรมาส 2 ของปีนี้มีกำไรสุทธิ 11.50 ล้านบาท เพิ่ม308% บริษัท อินเตอร์ไฮด์ ไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 59.9 ล้านบาท
บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ได้ 178 ล้านบาท เพิ่ม 17,700% รวมถึงบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า ผู้ผลิตหลอดไฟในรถยนต์ กำไรรอบบัญชีบริษัทไตรมาสแรกปี 2553 (1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2553)ได้ 367.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 297.03%
มีการคาดการณ์กันว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงโครงการอีโคคาร์ ของผู้ประกอบการเปิดตัวครบทั้ง 5 รายในปี 2559 ซึ่งคาดว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจะเติบโตถึง 1 ล้านคันต่อปี หลังจากนั้นตลาดในประเทศอาจอิ่มตัว
ทว่ามาถึงขณะนี้ ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จุดติดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการประกาศผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกของผู้ผลิตรถหลายรายในช่วงที่ผ่านมา ขอแค่อย่าให้มีปัจจัยกระทบจากภายในมากเกินกว่าจะรับไหว แค่นั้นพอ!!!







