ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน
มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติกับอนาคตการปฏิรูปด้านแรงงาน”
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติกับอนาคตการปฏิรูปด้านแรงงาน” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ตึก 11 อาคารรัตนคุณากร
ไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นว่า จากนี้มีเวลา 30 วันก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. แต่เป็นการลงประชามติแปลกที่สุดในโลก เพราะปกติเวลาลงประชามติ มีหลักการ 3 เรื่อง คือ ให้ฝ่ายเห็นต่างและเห็นพ้องสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อการตัดสินใจ
นอกจากนี้ ต้องให้เวลายาวพอสมควร เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ครั้งนี้แตกต่างเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ และผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ลงมาเกี่ยวข้อง แต่คราวนี้ลงมาอธิบายและขอความร่วมมือจากภาครัฐ อีกทั้งกฎหมายประชามติให้หน่วยงานรัฐสามารถอธิบายได้ไม่ถือว่าชักจูงใจ
อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญต้องสะท้อน 2 เรื่อง 1.จะจัดใครขึ้นอำนาจ และ 2.ใครใช้อำนาจแบบไหน เพื่อจัดสถาบันขึ้นมา เช่น รัฐสภาและศาล เพราะรัฐธรรมนูญทั่วโลกเป็นเช่นนั้น ซึ่งการจัดความสัมพันธ์แต่ละครั้งสะท้อนใครมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และไปเขียนกติกา
ขณะเดียวกัน รัฐสภาของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันมีระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรับอำนาจ สว.เพิ่มขึ้น ให้แต่งตั้งถอดถอนบุคคล ทว่า ระบบเลือกตั้งมีการถกเถียงกันตลอด แต่คราวนี้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง สส. ดีไม่ดีไม่รู้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตไม่ทำให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมาก
“บทสรุป สว.ปี 2540 ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองปี 2550 แก้ปัญหาด้วยการมี สว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่ครั้งนี้ให้ สว.มาจากตัวแทนวิชาชีพ 20 กลุ่ม จำนวน 200 คน เหตุผลเหมือนเดิมคือกลัวครอบงำจากการเมือง
แต่ผมมองว่าจะไม่ได้ใช้ 200 คน เพราะมาจาก คสช.เลือก 250 คนใน 5 ปีแรก และทำหน้าที่เกือบทุกด้าน ทั้งออกกฎหมาย ถอดถอน และเพิ่มขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำกับรัฐบาลในอนาคต และรัฐบาลหน้าต้องชี้แจงต่อ สว.ทุก 3 เดือน เป็นข้อสังเกตว่าคำถามที่สองทำไมต้องมี เพื่อคุมนายกฯ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และแต่งตั้งองค์กรอิสระ”
ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2534 และปี 2550 แม้มีที่มาจากการปฏิวัติ แต่ความแตกต่างของทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการทำประชามติ จึงมีความชอบธรรม และใช้มาถึง 7 ปีก่อนถูกฉีก
ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลให้ คสช.เลือกใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับปี 2550 ในเรื่องการรณรงค์ ช่วงนี้มากกว่าปี 2550 เพราะยึดอำนาจ ก.ย. 2549 เลือกตั้ง ธ.ค. 2550 แต่ครั้งนี้สองปีกว่า เพราะถ้าให้ประชาชนตัดสิน ก็ต้องให้แสดงออกได้ด้วย ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย โน้มน้าวได้ ซึ่งเป็นวิถีทางประชาชนและจบลงด้วยประชามติ หากแสดงความเห็นไม่ได้ แล้วจะทำประชามติทำไม ก็ประกาศใช้ไป
“พอปิดกันมากเกินไป ผลคือผ่านได้ก็ไม่ชอบธรรม หวังจะสร้างความชอบธรรมแต่ไม่ให้แสดงออก และ สว.เป็นกลไกสำคัญต่อการยึดอำนาจทุกชุด มาเพื่อผ่องถ่ายอำนาจ แม้ผลการเลือกตั้ง สส.เป็นยังไง เว้นแต่ปี 2550 ผู้มีอำนาจไม่เกี่ยวข้องกับ สว. แต่รัฐธรรมนูญใหม่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง สว.โดยตรง และเพิ่มขึ้นโดยให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ทำให้ คสช.มีส่วนได้เสีย และมาจำกัดเสรีภาพเท่ากับต้องการให้ผ่านจึงมีปัญหาความชอบธรรม”
อย่างไรก็ตาม ผลออกมาจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ คสช.ควรบอกก่อนว่าทำอะไร และจะยุ่งมากหากไม่ผ่าน เพราะคนเรียกร้อง เช่น ฝั่งไม่เห็นด้วยกับ คสช.จะบอกให้เลือกตั้งทันที ดังนั้น กระบวนการประชามติต้องฟรีแอนด์แฟร์ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และประชาชนจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนี้
ปริญญา สมมติหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ 1.ร่างใหม่หมด 2.หยิบเอาฉบับที่ผ่านมาปรับปรุงรวมกันแล้วประกาศใช้ 3.แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศวิกฤตกรณีไม่ผ่าน และมองว่าการร่างใหม่คงยาก เนื่องจากโรดแมปให้มีเลือกตั้งปี 2560 จึงน่าจะเป็นแบบ 2 มากที่สุด
“ผมเสนอวิธีการดีที่สุดไม่ให้นองเลือดหรือมีปัญหา ควรบอกให้ชัดถ้ารัฐธรรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน ประการสำคัญ 30 วันจากนี้ยังทัน คือ เสนอให้ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และ ครม.เสนอร่างได้เลย เพื่อให้ประชาชนรู้ผ่านไม่ผ่านเป็นแบบไหนให้ประชาชนตัดสิน เพราะประชามติต้องฟรีและแฟร์”
ขณะที่ สุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีต้องกำหนดรายละเอียดทุกมิติที่ประชาชนต้องการ นอกจากการให้สิทธิหรือมีสิทธิของประชาชนแล้ว ควรกำหนดองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรการคุ้มครองบุคคล ทุกเพศ ให้ได้รับความเท่าเทียมอย่างเสมอภาค เป็นต้น
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามตินั้น มีหลายประเด็นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน เช่น กระบวนการคุ้มครองสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่มีอยู่จริงในการรวมตัวเป็นสหภาพ หรือสมาพันธ์แรงงาน โดยไม่ถูกกีดกันจากนายจ้าง
นอกจากนั้น ยังลดทอนสิทธิที่เคยมี เช่น สิทธิการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ทำได้เฉพาะกฎหมายที่อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น ทั้งนี้ ในกระบวนการดังกล่าวยังขาดหลักประกันเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร
“ประเด็นสิทธิแรงงานที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีหลายประเด็นที่เป็นของดีถูกตัดทอน และให้รายละเอียดไปไว้ในกฎหมายอื่นจะบัญญัติ หรือไม่ได้นำมาบัญญัติไว้ ขณะที่มาตรการที่คนแรงงานเรียกร้อง คือ การคุ้มครองสิทธินั้น พบว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีองค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเป็นองค์กรที่ประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องได้โดยตรง แม้จะมีองค์กรอิสระอื่นๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องได้ แต่ไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาประชาชนโดยตรง”


