posttoday
เราจะจดจำผู้ที่ทำให้ไทย เสียอธิปไตยพลังงาน

เราจะจดจำผู้ที่ทำให้ไทย เสียอธิปไตยพลังงาน

05 กรกฎาคม 2559

โดย...ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล

โดย...ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล

รศ.วิวัฒน์ชัย อัตถากร เขียนบทความเกี่ยวกับอธิปไตยพลังงาน “นโยบายพลังงานของไทยไม่มีความเป็นอิสระเพราะถูกกดดันแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจที่อยากได้สัมปทานพลังงานแปลงใหญ่ตามเงื่อนไขที่เขาได้เปรียบตามกฎหมายเดิม” โดยไทยเริ่มต้นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาตั้งแต่ปี 2514 ถึงแม้มียุคโชติช่วงชัชวาลในสมัยของ พล.อ.เปรม ก็ตาม แต่ระบบสัมปทานปิโตรเลียมมีสภาพเป็น “เมืองขึ้น” มาโดยตลอด และกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็บังคับให้ใช้ระบบสัมปทานแต่เพียงระบบเดียว

การขุดเจาะปิโตรเลียมแบบสมัยใหม่เริ่มต้นที่สหรัฐประมาณ 150 ปีก่อน ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่จะถือว่าปิโตรเลียมเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวมและไม่ว่าเจอที่ใดก็จะถือเป็นของรัฐเพื่อประโยชน์ของพลเมืองทุกคน แต่สหรัฐยอมให้เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของปิโตรเลียม ดังนั้น เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นชาวบ้านและไม่มีทั้งเงินทุนและความรู้จึงนิยมใช้ระบบสัมปทาน ซึ่งเป็นระบบที่สะดวกสำหรับเจ้าของ ดังที่คอลัมนิสต์รายหนึ่งเคยเขียนว่าในระบบสัมปทาน เจ้าของปิโตรเลียมก็จะ “นอนกินค่าภาคหลวงและค่าสัมปทานสบายๆ”

ต่อมาเมื่อการสำรวจปิโตรเลียมกระจายออกไปทั่วโลก ประเทศเล็กก็เริ่มต้นด้วยระบบสัมปทานตามอย่างสหรัฐ แต่เจ้าของทรัพยากรรายใดที่ชอบความสบาย ก็จะต้องยอมรับว่าจะไม่ได้รับประโยชน์หรือส่วนแบ่งที่สูงสุด ดังนั้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศเล็กจำนวนมากจึงทยอยเปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะระบบนี้สามารถใช้วิธีประมูลเปิดเผยเพื่อกระตุ้นให้บริษัทเอกชนแข่งขันกันและต้องคืนกำไรให้แก่รัฐมากขึ้น ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ระบบนี้กว่า 40 ประเทศ รวมทั้งประเทศที่เข้ามาในธุรกิจนี้ใหม่ๆ เช่น เมียนมาและเวียดนาม

เป้าหมายของระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น ไม่ใช่เพื่อให้รัฐบาลสามารถขายปิโตรเลียมให้แก่ประชาชนในราคาถูกดังที่มีนักวิชาการบางคนกล่าวอ้าง แต่เป็นเพียงกลยุทธ์ที่จะทำให้ส่วนแบ่งของรัฐสูงขึ้นมากกว่าที่รัฐได้ในระบบสัมปทาน เช่น สมมติในระบบสัมปทานรัฐได้ประโยชน์ 60 ส่วนใน 100 แต่ในระบบแบ่งปันผลผลิต การแข่งขันระหว่างบริษัทเอกชนอาจจะบีบให้สัดส่วนของรัฐสูงขึ้นถึง 65 ส่วน เป็นต้น รัฐจะใช้ประโยชน์ส่วนเพิ่มขึ้นนี้ไปพัฒนาประเทศโดยรวม

นักวิชาการบางคนให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าถ้าใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐจำเป็นจะต้องควักเงินงบประมาณหลายแสนล้านบาทออกไปเสี่ยงร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชน เพราะเมื่อรัฐได้รับส่วนแบ่งผลผลิต รัฐก็คงจะต้องเข้าไปแบ่งรับภาระการลงทุนด้วย แต่ในข้อเท็จจริง ในระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐบาลสามารถกำหนดให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดได้โดยรัฐไม่ต้องควักกระเป๋าร่วมลงทุน ต่อเมื่อเอกชนเจอปิโตรเลียมแล้ว เอกชนก็จะแบ่งผลผลิตให้รัฐตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ส่วนกรณีถ้าหากเอกชนไม่เจอปิโตรเลียม เอกชนจะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง อย่างไรก็ดี ในระบบนี้ข้าราชการจะไม่สามารถ “นอนกินค่าภาคหลวงและค่าสัมปทานสบายๆ” เหมือนเดิม เพราะจะต้องหาวิธีการเพื่อจูงใจให้มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมประมูลจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ในระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐจึงจะต้องทำการสำรวจลักษณะธรณีวิทยาเบื้องต้นเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้สนใจประมูลจะสามารถเก็งโอกาสสำเร็จได้

แต่มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในเรื่องอธิปไตยพลังงานที่ทั้งสองระบบมีข้อแตกต่างกันแบบขาวกับดำ เพราะในระบบสัมปทาน เอกชนเป็นผู้มีสิทธิขายก๊าซทั้งหมดที่ผลิตได้ แต่ในระบบแบ่งปันผลผลิต เอกชนจะมีสิทธิขายแต่เฉพาะก๊าซส่วนที่เป็นของตน สำหรับก๊าซส่วนที่เป็นของรัฐ รัฐมีเอกสิทธิ์ในการขายแต่ผู้เดียว ซึ่งจะปูพื้นไปสู่อธิปไตยด้านอื่นๆ ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้กระทรวงพลังงานแก้ไขกฎหมาย ให้เพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิตเป็นทางเลือก เป็นการสั่งการที่ชาญฉลาดเพื่อจะสามารถนำอธิปไตยพลังงานกลับคืนสู่ประเทศ

แต่กระทรวงพลังงานกลับไม่ทำตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะถึงแม้ร่างกฎหมายจะระบุคำว่าระบบแบ่งปันผลผลิตไว้ก็ตาม แต่กระทรวงพลังงานกลับไม่เสนอจัดตั้งบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ จึงเป็นกฎหมายที่ตัดเครื่องมือของรัฐบาลที่จะทำหน้าที่ขายก๊าซออกไป โดยกระทรวงพลังงานจะมอบให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ทำหน้าที่ขายก๊าซ อันเป็นการขอยืมจมูกบริษัทเอกชนมาหายใจแทน ซึ่งย่อมจะเป็นที่ชื่นชอบของบริษัทเอกชน จะมีโอกาสกำไรจากการขายก๊าซอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น กฎหมายที่กระทรวงพลังงานเสนอจึงมีสภาพกลับเป็นสัมปทานโดยอัตโนมัติ และเป็นการทิ้งขว้างอธิปไตยพลังงานของประชาชนที่อาจจะยาวนานไปถึง 39 ปี

นอกจากนี้ ในระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐสามารถจัดให้บริษัทเอกชนประมูลแข่งขันเสนอสัดส่วนที่จะแบ่งให้แก่รัฐอย่างโปร่งใสเปิดเผย ในลักษณะเดียวกับการประมูลคลื่นโทรศัพท์ระบบ 4จี ซึ่งจะปิดช่องทางป้องกันการลำเอียงได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ปรากฏว่ากระทรวงพลังงานจะกำหนดให้บริษัทเอกชนยื่นปริมาณเงิน ปริมาณงาน เทคโนโลยี มาให้พิจารณา ดังนั้น เมื่อแต่ละรายสามารถยื่นข้อเสนอที่แตกต่างกันได้ การคัดเลือกผู้ชนะจึงกลับไปใช้ดุลพินิจชี้เป็นชี้ตายโดยข้าราชการ เหมือนระบบสัมปทาน

ประชาชนจึงสงสัย ทำไมต้องร่างกฎหมาย “ลับลวงพราง” ที่ปกปิดต่อประชาชน ทำไมต้องลวงว่าเพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ทำไมต้องพรางการกลับเป็นสัมปทานเหมือนเดิม มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่า มีมหาอำนาจต่างประเทศอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า

กฎหมายแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะเกิดขึ้นในสมัย คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผมขอให้ประชาชนจดจำชื่อของทุกคนที่เกี่ยวข้องนะครับ เพราะประวัติศาสตร์จะมีการจารึกว่าใครเป็นผู้ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยต้องเสียอธิปไตยพลังงาน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI