
วิธีการลงจากอำนาจ
อํานาจนั้นเหมือนเสือ ลงไม่ดีมีหวังถูกงับ สัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องของ “กับดักอำนาจ”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
อํานาจนั้นเหมือนเสือ ลงไม่ดีมีหวังถูกงับ
สัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องของ “กับดักอำนาจ” โดยสรุปตอนท้ายว่า ส่วนใหญ่ผู้มีอำนาจนั่นเองที่ “กักขัง” ตัวเอง หรือทำคอกขังเสือไว้ให้ตัวเองมีอำนาจนานๆ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านๆ เหล่านั้นอาจจะไม่รู้วิธีลง จึงขอนำข้อมูลวิธีการลงจากหลังเสือของผู้นำบางท่านในอดีตมาเล่าสู่กันฟัง
ผู้นำของไทยส่วนใหญ่สิ้นอำนาจอย่างไม่ค่อยสวยงามนัก เริ่มจากผู้ในคณะราษฎรที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แรกๆ ก็ร่วมมือกันประคับประคองรักษาอำนาจไว้ได้ดีพอสมควร จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้นำฝ่ายพลเรือนคือ ปรีดี พนมยงค์ เกิดความขัดแย้งกับผู้นำฝ่ายทหารคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลุ่มปรีดีก็ทำตามใบสั่งของสหรัฐอเมริกา (อีกแล้วครับพี่น้องความเป็น “ดิ อักลี่ อเมริกัน” นี้เป็นมานานแล้ว) ให้ตั้งศาลอาชญากรสงครามเอาผิดท่านจอมพล ในฐานที่ไปคบญี่ปุ่นสู้กับฝ่ายพันธมิตร แม้ว่าท่านจอมพลจะรอดพ้นความผิด แต่ก็ต้องหลบลี้ไปนั่งเลียแผลอยู่ที่กลางทุ่งลำลูกกาอยู่กว่าปี จนเมื่อเกิดกรณีรัชกาลที่ 8 สวรรคต ตามมาด้วยการทำรัฐประหารของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เพื่อนรักของท่านจอมพล ในเดือน พ.ย. 2490 ท่านจอมพลจึงได้ขึ้นมานั่งบนหลังเสืออีกครั้ง พร้อมด้วยการตกอับของปรีดี ที่ทั้งตัวเองและลูกน้องก็ถูกคุกคาม จนมีหลายคนถูกฆ่า ที่สุดแม้จะพยายามให้ทหารเรือช่วยยึดอำนาจคืน แต่ก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นกบฏ แล้วต้องหนีไปจีน ก่อนที่จะไปอยู่ฝรั่งเศสและเสียชีวิตที่นั่น
ส่วนท่านจอมพล ป.ก็มีชีวิตที่ไม่ราบรื่นนัก ที่สุดด้วยความขัดแย้งของลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตัวเอง คือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ถูกทำรัฐประหารในต้นปี 2500 แล้วท่านนายพลก็ต้องอพยพไปเขมร ก่อนที่จะไปอยู่ญี่ปุ่นและเสียชีวิตต่อมาอีกไม่นาน ส่วนจอมพลสฤษดิ์ก็มีวาสนาน้อย โรคภัยคุกคาม อยู่ในอำนาจได้ 6-7 ปีก็ป่วยออดๆ แอดๆ ที่ก็เป็นมะเร็งตาย ว่ากันว่าชะตากรรมทั้งของปรีดีและจอมพลทั้งสองท่านนี้ เป็นเพราะ “เวรกรรม” ที่ได้สร้างมา ส่วนจะเป็นด้วยเวรกรรมอะไรหรือทำอะไรมานั้น ผู้เขียนก็ไม่ขอพูดถึง เพราะทั้งสามท่านก็รับกรรมไปจนจบสิ้นแล้ว
ผู้นำทหารที่ลงจากหลังเสือได้อย่างทุลักทุเล แบบที่เรียกว่า “อายลูกอายหลาน” ยิ่งนักนั้นก็คือจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกเด็กนักเรียนและนิสิตนักศึกษาไล่ลงจากตำแหน่งไปในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 คนต่อมาเป็นผู้นำพลเรือนที่ทหาร “เชิด” ขึ้นมา คือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร แต่ด้วยพฤติกรรมไม่ดี
หลายๆ อย่างของรัฐมนตรีหลายๆ คน ที่สุดทหารก็ต้องเชิญลง แม้จะไม่น่าอายแต่ก็กลายเป็นเรื่องตลกที่ตำราการเมืองไทยได้บันทึกไว้ ต่อมาก็ท่าน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ “นายกฯ ตาหวานบรั่นดี” ที่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากธานินทร์ จากนั้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญ 2521 แล้วก็ใช้ฐานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง “เหาะ” ขึ้นมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต้องลงจากหลังเสืออย่างบอบช้ำ ต้องประกาศลาออกกลางสภา เพราะถูกแรงบีบหลายด้านในหมู่ทหารด้วยกัน แต่ก็ถือว่าเป็นการลงจากหลังเสือได้อย่างสง่างามพอควร เพราะเป็นการแสดงสปิริตตามแบบประชาธิปไตย ไม่ยึดอำนาจตัวเองเหมือนในสมัยจอมพลถนอม
พล.อ.เกรียงศักดิ์นี้ต่อมาได้ลงเลือกตั้งเป็น สส.ในปี 2525 โดยสมัครในนามพรรคชาติประชาธิปไตยที่ตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค ในคราวเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ร้อยเอ็ด สู้กับผู้สมัครของพรรคกิจสังคมที่นำโดยท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการซื้อเสียงกันอย่างโจ๋งครึ่มและโจ่งแจ้ง (เพราะไม่มี กกต.และข้าราชการในภูมิภาคเกรงกลัวทหารใหญ่) ถึงขั้นเอาดาราดังไปแจกเงินตามท้องถนน อันเป็นที่มาของคำว่า “โรคร้อยเอ็ด” อันหมายถึงการทุ่มเงินซื้อเสียงอย่างมหาศาลโดยไร้ยางอายนั่นเอง
ท่านต่อมาคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เจ้าของฉายา “ป๋าคอเอียงเสียงมหาเสน่ห์” ที่อยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนานถึง 8 ปีเศษ ด้วยแรงหนุนจากทุกสารทิศ ทั้งจากนักการเมืองและทหาร ตลอดจนวงสังคมชั้นสูง แต่สุดท้ายก็ทนแรงเสียดทานจาก “ความเบื่อ” ของผู้คนทั้งหลายไม่ได้ ถึงขั้นมีกลุ่มนักวิชาการจำนวน 99 คนเข้าชื่อถวายฎีกา ซึ่งต่อมาหลังเลือกตั้งตอนกลางปี 2531 ป๋าก็บอกว่า “ป๋าพอแล้ว” ทำให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โล่งอกและกล้ารับตำแหน่งนายกฯ ต่อมานั้น จึงถือได้ว่าป๋าเปรมได้สร้างวีรกรรมที่น่ายกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีในทางการเมือง สมควรแล้วที่ได้รับตำแหน่ง “รัฐบุรุษ”
พล.อ.ชาติชาย บริหารประเทศต่อมาได้ 2 ปีเศษ ก็ถูกทหารปฏิวัติ ด้วยข้อหาที่โกงกินกันกินมูมมาม ถึงขั้นที่ถูกเรียกว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” จึงถือได้ว่า พล.อ.ชาติชาย นี้เป็นผู้นำอีกคนหนึ่งที่ถูก “เสืองับ” หรือถูกอำนาจในตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดนั้นกลับมาเล่นงานตัวเอง เช่นเดียวกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่กำลังจะถูกประชาชนประชาทัณฑ์ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ดีที่ว่าแกน้อมรับฯ พระบรมราชโองการยอมยุติร่วมกับคู่กรณีโดยดี คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แม้จะไม่เป็นที่อับอายเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นตราบาปจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นทหารอีกคนหนึ่งที่สร้างความเศร้าใจให้กับคนไทยและสังคมไทย
หลายคนคงยังทายไม่ออกว่า คสช. และท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงจากหลังเสืออย่างไร แต่ถ้าท่านเหล่านั้นได้อ่านบทความนี้ก็น่าจะค้นพบวิธีที่ “ชอบๆ” ได้







