"เหยื่อรับใช้"เอาผิด"หญิงไก่"แจ้งความเท็จ
2 ครอบครัว เหยื่อรับใช้ ‘หญิงไก่’ พบตำรวจกองปราบ แสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมแจ้งความกลับ ยัน ไม่ได้ลักทรัพย์นายจ้าง แฉขอรับอุปการะลูกสาวส่งฮ่องกง พอปฏิเสธโดนแจ้งจับ
2 ครอบครัว เหยื่อรับใช้ ‘หญิงไก่’ พบตำรวจกองปราบ แสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมแจ้งความกลับ ยัน ไม่ได้ลักทรัพย์นายจ้าง แฉขอรับอุปการะลูกสาวส่งฮ่องกง พอปฏิเสธโดนแจ้งจับ
วันที่ 1 ก.ค. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำนาย ชูเกียรติ ใจกล้า และนางประภาพร ทองเฟื้อง และนางสาวประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย ที่ถูกนางไก่ นายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่ นางประภาพร กล่าวว่าได้เข้าทำงานกับ นางไก่ ผ่านการแนะนำจากเพื่อนบ้าน และได้เข้ามาพร้อมกับสามี และบุตรสาว โดยทำงานได้ 24 วัน และนางไก่ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด แต่จะหักจากเงินเดือนที่ได้รับ ช่วงแรก นางไก่ ก็ปกติ แต่เมื่อได้เจอ น้องก้อย ลูกสาวตน นางไก่ พยายามขอให้ตนยกลูกสาวเป็นลูกบุญธรรม เพื่อจะให้ไปทำงานดูแลผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศฮ่องกง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 2 - 5 ล้านบาท
“ฉันไม่ยินยอม อยากให้ลูกเรียนหนังสือก่อน ทำให้ นางไก่ ไม่พอใจและข่มขู่จะฟ้องร้องดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างกับครอบครัว ด้วยความกลัวจึงตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวหนีออกทางบันไดหนีไฟ ตามที่เห็นในภาพวงจรปิดที่นางไก่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าไม่ได้นำทรัพย์สินของ นางไก่ ออกมา กระเป๋าที่เห็นนั้นก็เป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่ฉันนำมาจากต่างจังหวัด” นางประภาพร กล่าว
ด้าน นายชูเกียรติ กล่าวว่า นางไก่ ได้ให้มาทำงานที่ร้านล้างรถ ย่านประชานิเวศน์ โดยครั้งแรกว่าจ้างในราคาวันละ 800บาท แต่เมื่อมาทำจริงให้ค่าตอบแทนวันละ 500 บาทเท่านั้น โดยตนทำงานได้เพียง 22 วัน ก็เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น จึงหยุดทำงาน
ด้าน นายสงกานต์ เปิดเผยว่า พาผู้เสียหายมาแจ้งความนางไก่ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษอาญา พร้อมยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีกับ นางไก่ ได้อย่างแน่นอน ขณะนี้ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสอบถามข้อมูลว่า นางไก่ มีพฤติกรรมเข้าข่ายอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติหรือไม่ และเตรียมนำพยานหลักฐาน และพยานบุคคลอีก 15 ปาก เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะแจ้งความนางไก่ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะนางไก่มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบัน และบุคคลสำคัญหลายราย นอกจากนั้นจะมีผู้เสียหายจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน มาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษทางอาญา เพราะถูกนางไก่ดำเนินคดีลักทรัพย์นายจ้างเช่นเดียวกัน
นายสงกานต์ กล่าวว่า หลังมีการนำเสนอข่าวพ่อแม่น้องก้อยออกไป มีผู้เสียหายหลายรายติดต่อเข้ามา รวมทั้งมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เชื่อได้ว่า นางไก่ มีการชักชวนหญิงสาวไปทำงานที่ฮ่องกงด้วยเหตุใด โดยหนึ่งในนั้นมีทหารเรือยศ นาวาเอกนายหนึ่งได้ระบุว่า ลูกสาวก็เคยถูกชักชวนในลักษณะดังกล่าว และในวันที่ 2 กรฏภาคมจะเดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามในฐานะพยาน กระบวนการหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จะประสานงานกับพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่นเพื่อมอบตัว และนำพยานหลักฐานให้พิจารณาในการขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ในการประกัน เนื่องจากการแจ้งความของ นางไก่ มีข้อพิรุธสงสัย
ขณะที่บ่ายวันเดียวกัน น.ส.จันทนา คชคงไทย หรือหนูนา อายุ 25 ปี และนายธนาธิป ศรีสิงห์ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยา ชาวแม่ฮ่องสอน พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี เดินทางเข้าพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อเป็นพยานให้กับคดีที่พ่อแม่ของน้องก้อยถูกอดีตนายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท พร้อมแจ้งความกลับนางไก่ หลังเคยถูกนางไก่แจ้งความดำเนินคดีลักษณะเดียวกัน
น.ส.จันทนา กล่าวว่า เคยทำงานเป็นผู้ติดตาม นางไก่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 ขณะนั้นตนอายุ 17 ปี กระทั่งปี 2553 ตนเดินทางกลับบ้านที่ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อไปหาแฟน โดยไม่แจ้งนางไก่ให้ทราบ เมื่อ นางไก่ ทราบภายหลัง จึงโทรศัพท์มาบอกว่าเครื่องเพชรหายและเชื่อว่าตนเป็นผู้ขโมย พร้อมแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ติดต่อมายังตนพร้อมระบุว่าตนถูกดำเนินคดี จึงรีบเดินทางกลับมาที่ สน.ประชาชื่นและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่นางไก่ได้ข่มขู่ว่าหากไม่รับสารภาพจะดำเนินคดีกับพ่อแม่และแฟนของ ตนจึงยอมเซ็นรับสารภาพ ก่อนที่นางไก่จะประกันตัวให้ในชั้นพนักงานสอบสวนวงเงิน 1 หมื่นบาท
เธอเล่าต่อว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนในชั้นศาล นางไก่ ได้ประกันตัวให้ตนอีก 3 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามกลับบ้าน และจะต้องทำงานติดตาม นางไก่ ไปทุกที่ รวมถึงไม่ให้พกโทรศัพท์ติดต่อกับที่บ้าน ระหว่างนั้น นางไก่ ได้พยายามชักชวนให้ตนเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อเป็นผู้ติดตาม และบอกว่าจะได้เงินเป็นหลักล้าน เมื่อถึงขั้นตอนการทำพาสปอร์ตตามระเบียบพ่อแม่ต้องเซ็นยินยอมเนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่พ่อแม่ตนกลับปฏิเสธ จึงไม่ได้เดินทางไปประเทศฮ่องกง กระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ตนจึงถูกศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน
น.ส.จันทนา กล่าวอีกว่า ระหว่างถูกจำคุก นางไก่ ได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมเพียง 1 ครั้งพร้อมฝากเงินให้ 1,000 บาท กระทั่งพ้นโทษจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก หลังพ้นโทษตนมีความยากลำบากในการหางานทำเนื่องจากตนมีประวัติต้องโทษลักทรัพย์นายจ้าง ทั้งที่ไม่เคยทำความผิดและเป็นผู้บริสุทธิ์ วันนี้จึงจะฟ้องดำเนินคดีกลับ นางไก่ ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษในคดีอาญา พร้อมเรียกร้องเงินค่าเยียวยาระหว่างถูกจำคุก
ด้าน นายธนาทิป กล่าวว่า หลังจากที่หนูนาถูกแจ้งความดำเนินคดี ตนก็ถูกแจ้งความเช่นกัน แต่ตนไม่ยอมรับสารภาพเพราะไม่ได้กระทำผิด ตนจึงติดต่อไปยัง นายศรีสุวรรณ สรศักดิ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เข้าช่วยเหลือ ต่อมา นางไก่และพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น จึงระบุว่าจะกันตนไว้เป็นพยาน ก่อนที่ สน.ประชาชื่น จะอ้างว่าตำรวจจังหวัดนครสวรรค์ มีหลักฐานยืนยันว่าตนและหนูนาเอาทองไปขายในจังหวัดนครสวรรค์ ตนจึงท้าขอดูหลักฐานและขอชื่อตำรวจนครสวรรค์ที่ให้ข้อมูล แต่ตำรวจก็ไม่มีรายละเอียดดังกล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างที่หนูนาได้รับประกันตัว และทำงานกับนางไก่ ตนถูกกีดกันไม่ให้พบเจอกันกว่า 10 เดือน และต้องรอให้หนูนาเป็นผู้โทรศัพท์มาเท่านั้น ส่วนมูลเหตุที่นางไก่แจ้งความตนเชื่อว่าน่าจะเป็น เพราะโกรธที่หนูนาแอบเดินทางกลับไปตน เพราะนางไก่เอ็นดูและหวงหนูนามากอยากให้ทำงานกับนางไก่ไปตลอด จึงไม่ต้องการให้หนูนามีครอบครัว อย่างไรก็ดีตนก็ตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเหตุใดไม่ให้ตนติดต่อกับหนูนา และรับปากว่าจะช่วยเหลือหนูนาแต่กลับมีเงื่อนไขมาตลอด รวมทั้งยังจะให้ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยสาเหตุอะไรกันแน่







