
งานสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการ
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
อีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดว่าจะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศจำนวน 15 ล้านคน จากประชากรประมาณ 65 ล้านคน รัฐบาลจึงต้องหาวิธีรับมือโดยการให้ภาคเอกชนรับผู้สูงอายุเข้าทำงานหลังเกษียณ (หลังอายุ 60 ปี หรือเกษียณตามที่หน่วยงานกำหนด) จึงมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการจ้างงานผู้สูงอายุ พ.ศ. ...
ผู้สูงอายุบางคนยังมีความรู้ความสามารถในการทำงาน การอยู่โดยไม่มีงานทำหลังเกษียณจึงไม่เกิดประโยชน์ทั้งที่ยังมีความสามารถ บางคนลูกหลานไม่มีเวลาดูแล ส่วนเงินออมที่เก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุหรือเงินบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคมอาจมีไม่เพียงพอ ต่างจากข้าราชการเกษียณที่รับเงินบำเหน็จบำนาญ
ร่างพระราชบัญญัติการจ้างงานผู้สูงอายุ พ.ศ. ...ใช้บังคับเฉพาะเอกชน ไม่รวมถึงข้าราชการส่วนกลาง ข้าราชการส่วนภูมิภาค และข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่ผู้สูงอายุต้องเข้ารับการประเมินสมรรถนะก่อนเข้าทำงาน ส่วนรายละเอียดสัญญาจ้าง สภาพการจ้าง สามารถตกลงให้แตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ แต่ต้องเป็นไปตามกำหนดในกฎกระทรวง
ข้าราชการเกษียณไม่อยู่ในบังคับของร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่สำหรับข้าราชการอัยการ และผู้พิพากษา สามารถทำงานต่อหลังเกษียณอายุราชการ 60 ปี จนถึง 70 ปี โดยมีตำแหน่งเป็นอัยการอาวุโสและผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเป็นไปตามบทกฎหมายเฉพาะของข้าราชอัยการ และผู้พิพากษา
ตามบทบัญญัติของร่างกฎหมายฉบับนี้ บังคับให้นายจ้างทุกสถานประกอบการ จัดให้มีคณะกรรมการประเมินสมรรถนะผู้สูงอายุ ตามความจำเป็นและเหมาะสม และจัดให้มีระบบการประเมินสมรรถนะเพื่อการทำงานผู้สูงอายุ
สำหรับลูกจ้างที่ประสงค์จะทำงานหลังเกษียณ ให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการประเมินสมรรถนะผู้สูงอายุ หากนายจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการจ้างงานตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ลูกจ้างสูงอายุมีสิทธิร้องพนักงานตรวจแรงงานเพื่อสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามได้ นายจ้างอาจต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่น หรือ 1 แสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าจะฝ่าฝืนในลักษณะใด และเงินค่าปรับนั้นให้นำสมทบเข้ากองทุนผู้สูงอายุ
ร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อผ่านสภา คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคส่วนของเอกชน ซึ่งอาจไปดำรงตำแหน่งหัวหน้างาน หรือที่ปรึกษาของบริษัท เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องใช้พละกำลังและแรงกายภาพมากมาย แต่ใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่ผ่านมาเพื่อเป็นแนวทางแก่คนรุ่นใหม่ได้ การจ้างงานผู้สูงอายุจะมีผลให้ผู้ประกอบการนำอัตราการจ้างงานไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้ ยิ่งจะเพิ่มแรงจูงใจทำให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น
นอกจากผู้สูงอายุที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ยังมีคนที่ด้อยโอกาสทางสังคมอีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนพิการ จากข้อมูลประมวลผลจากฐานทะเบียนกลางคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาชีวิตคนพิการ ระบุว่า มีคนพิการทั่วประเทศกว่า 1.5 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร
สำหรับคนพิการมีบทบัญญัติของกฎหมายสำหรับการจ้างงานก่อนผู้สูงอายุ คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้เจ้าของสถานประกอบการทั่วไป และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงาน ซึ่งกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการทั่วไป ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ให้รับคนพิการเข้าทำงานไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วน 100 คนต่อคนพิการ 1 คน แต่หากเศษของลูกจ้าง 100 คน มีจำนวนเกิน 50 คน ให้รับเพิ่มอีก 1 คน
นายจ้างหรือสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงาน มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษี โดยนำเงินที่จ่ายไป มาหักคำนวณเป็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล และสัญญาจ้างคนพิการนั้นต้องจ้างไม่ต่ำกว่า 1 ปี
อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงนี้ยังมีช่องว่างอยู่ดี เนื่องจากหากนายจ้างหรือสถานประกอบการปฏิเสธไม่รับคนพิการเข้าทำงาน โดยเลี่ยงไปใช้วิธีการส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการ กว่าเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้สถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
หลังจากกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ได้มีบริษัทเอกชนหลายแห่งรับคนพิการเข้าทำงานในตำแหน่งฝ่ายบัญชี การเงิน ธุรการ ฯลฯ และที่น่าสนใจคือ ร้านขายไก่ทอดเคเอฟซี (KFC) ได้รับผู้พิการทางการได้ยิน
(คนหูหนวก) เข้าทำงานในสัดส่วน 70 ต่อ 30 ของพนักงานปกติ จึงต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและอุปกรณ์อื่นให้กับลูกค้ามากกว่าการจ้างงานปกติ ซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
หากผู้ประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุและผู้พิการ เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น คงไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่หากผู้ประกอบการมีแนวความคิดว่าบุคคลเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของสังคมที่ควรให้โอกาสและความเท่าเทียมกัน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะในหลายสาขาอาชีพได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้สูงอายุมิใช่เพียงแค่คนแก่ที่ต้องเป็นภาระแก่ลูกหลานยามเกษียณ และคนพิการมีความสามารถดุจคนทั่วไปเช่นกัน







