posttoday
ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนราคาแพงค้าออนไลน์

ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนราคาแพงค้าออนไลน์

23 มิถุนายน 2559

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์ หัวหน้าข่าวธุรกิจ-ตลาด

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์ หัวหน้าข่าวธุรกิจ-ตลาด

เรียกได้ว่าช็อกกันไปทีเดียว หลังจาก เอ็นโซโก้ เว็บไซต์ขายสินค้าและดีลส่วนลดรายใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย ประกาศปิดหน่วยธุรกิจและปลดพนักงานทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัทสำหรับการลงทุนใหม่ๆ หลังจากผลประกอบการที่ออกมามีกระแสเงินสดคงเหลือเพียง 17.6 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ณ วันที่ 31 มี.ค. 2559

“บริษัท เอ็นโซโก้ ในออสเตรเลียจะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับหน่วยธุรกิจในอาเซียนอีกต่อไป และหน่วยธุรกิจเหล่านี้จะปิดตัวลง โดยทางบริษัทได้แจ้งให้พนักงานทั้งหมดทราบแล้ว และเตรียมชี้แจงไปยังลูกค้าในเร็วๆ นี้” นี่เป็นแถลงการณ์จากเอ็นโซโก้ที่ไม่ได้ให้ความกระจ่างแจ้งแก่ลูกค้าแม้แต่น้อย

การปิดตัวของเอ็นโซโก้ ส่งผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงก็คือ ลูกค้าที่ซื้อดีลสินค้าและบริการไปแล้ว รวมถึงร้านค้าผู้ประกอบการที่มาเปิดดีลขายสินค้าและบริการผ่านเอ็นโซโก้ ซึ่งในส่วนของลูกค้านั้นทำให้ไม่สามารถใช้บริการและไม่ได้รับสินค้าที่ซื้อดีลมาแล้วได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้าก็ไม่สามารถเบิกเงินได้เพราะส่วนใหญ่ระยะสัญญาทางเอ็นโซโก้จะจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าหลังจากขายสินค้าหรือบริการได้ 3 เดือนขึ้นไป

ที่สำคัญคือ ยังไม่มีความชัดเจนจากทางเอ็นโซโก้ว่าจะชดเชยหรือแก้ปัญหาให้กับผู้เสียหายในครั้งนี้อย่างไร!!!

กรณีที่เกิดขึ้นกับเอ็นโซโก้ครั้งนี้ จึงนับเป็นบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงการซื้อหาสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์ว่ายังคงมีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะขนาดรายใหญ่ระดับโลกยังเจ๊ง และรายเล็กรายน้อยที่ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ดเพื่อทำมาค้าขายบนโลกออนไลน์จะทำให้ผู้บริโภคไว้ใจได้เยี่ยงไร

หากจะไล่เรียงเพื่อใช้กฎหมายในการเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมการค้าบนโลกออนไลน์อย่างจริงจัง มีเสียงบางเสียงจากผู้รู้อธิบายความมาว่า การซื้อขายลักษณะเอ็นโซโก้นั้น ถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายขายตรง ซึ่งต้องฟ้องร้องไปทางคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. รวมไปถึงการให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรณีเพิ่งซื้อขายและโอนเงิน ด้วยการแจ้งไปยังธนาคารเพื่อระงับการจ่ายเงิน ซึ่งก็ทำได้เพียงบางกรณีที่ทางธนาคารยังไม่ได้จ่ายเงินไปทางเว็บไซต์

ในความเป็นจริง เมื่อประเทศไทยต้องก้าวสู่พลวัตของโลกออนไลน์ในยุคดิจิทัลครองโลก เกิดภาพของธุรกิจบนโลกออนไลน์มากมาย ทั้งการขายผ่านตัวแทนหรือเว็บดีลเช่นเดียวกับเอ็นโซโก้ ซึ่งถือเป็นยุคแรกของการค้าออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ต่อมาเมื่อยุคดิจิทัลเพิ่มความสะดวกสบายมีการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกคนสัมผัสและใช้งานได้เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ ที่มีการพัฒนาเพื่อตอบรับความต้องการทั้งของผู้ใช้งานทั่วไปและธุรกิจ ทำให้การค้าออนไลน์สามารถทำได้อย่างเสรี ผู้ซื้อผู้ขายสามารถซื้อขายกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลางอีกต่อไป

การเติบโตของธุรกิจค้าออนไลน์สะท้อนได้จากมูลค่าธุรกิจค้าปลีกโดยรวมของไทยที่สูงถึง 3 ล้านล้านบาท ปัจจุบันการค้าออนไลน์มีสัดส่วนเพียง 1.2% หรือประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่คาดการณ์ว่าภายในปี 2563 จะมีสัดส่วนออนไลน์เพิ่มเป็น 7.5% หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่า เรียกได้ว่าโตหลัก 100% ทุกปี และยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ที่สำรวจมูลค่าอี-คอมเมิร์ซในไทยปี 2557 พบว่ามีมากกว่า 2.03 ล้านล้านบาท ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุตัวเลข ณ เดือน ม.ค. 2559 พบว่ามีร้านค้าออนไลน์จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 16,655 เว็บไซต์ โดยเพิ่มขึ้น 372 เว็บไซต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

นี่เป็นเพียงตัวเลขอย่างเป็นทางการที่จดทะเบียนถูกต้อง แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า หลังจากจดทะเบียนแล้ว การดำเนินการจะเป็นไปอย่าง
ถูกต้องหรือไม่ เนื่องเพราะขั้นตอนการจดทะเบียนเว็บไซต์สะดวกง่ายดาย แต่ไร้การควบคุมหากหยุดดำเนินการไปก็ทำได้ง่ายเช่นกัน นี่ยังไม่พูดถึงผู้ค้าผ่านโซเชียลมีเดียที่สามารถค้าขายได้โดยตรงโดยไม่ต้องจดทะเบียนการค้าเพราะไม่มีกฎหมายใดควบคุมไว้

ความสะดวกสบายที่เกิดขึ้น ทำให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ดูจะสดใสเติบโตและอนาคตยาวไกล ตราบใดที่คนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ยุคโมบายเฟิสต์ทำให้การค้าขายบนโลกออนไลน์
เบ่งบาน ภาครัฐโดดเข้ามาสนับสนุนเต็มสูบ ทุกคนได้แต่มองไปข้างหน้าอยู่ในแสงสว่างด้วยความเริงร่า โดยขาดการตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมาอีกมากมาย ขาดการระแวดระวังป้องกันแม้จะเกิดปัญหาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การฉ้อโกงระดับเล็กๆ ซื้อสินค้าหลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น

ยิ่งกรณีเว็บไซต์ใหญ่อย่างเอ็นโซโก้ที่เกิดขึ้น มูลค่าความเสียหายย่อมเพิ่มขึ้นมหาศาล เห็นได้จากการที่เอ็นโซโก้มีดีลซื้อขายที่เป็นลูกค้ากว่า 3.5 ล้านคน มีอัตราแอ็กทีฟ 60% และมีพันธมิตรร้านค้าถึง 1.5 หมื่นราย เชื่อว่ารวมมูลค่าความเสียหายแตะหลักพันล้านบาทแน่นอน

เอ็นโซโก้จึงถือเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่ทำให้ต้องระแวดระวังมากขึ้น แต่สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนกว่า คือ การหามาตรการมาควบคุมการค้าบนโลกออนไลน์อย่างจริงจังและรัดกุม โดยการออกกฎหมายเฉพาะมาดูแลโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และทำให้การค้าบนโลกออนไลน์ขับเคลื่อนเติบโตได้ต่อไป หากทำได้ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแน่นอน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน