
พนักงานดาวเด่น พรสวรรค์หรือพรแสวง (1)
ภารกิจสำคัญที่ท้าทายฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ที่จะบริหารจัดการเรื่องคน เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์กร
โดย...ดร.กฤติน กุลเพ็ง
ภารกิจสำคัญที่ท้าทายฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ที่จะบริหารจัดการเรื่องคน เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ถ้าพูดถึงเรื่องคนคงไม่พ้นการให้ความสำคัญกับกลุ่มพนักงานที่ผลการปฏิบัติงานสูง หรือเป็นพนักงานดาวเด่นขององค์กร นั่นเอง สิ่งสำคัญที่ทำให้พนักงานเหล่านั้นมีผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศ จะเป็นความสามารถส่วนบุคคลทางธรรมชาติที่แต่ละคนมีมาแต่กำเนิดที่เราเรียกว่า “พรสวรรค์” หรืออาจจะเป็นความมุ่งมั่นในการทำงานที่จริงจัง อันประกอบไปด้วยการฝึกฝนอบรมพัฒนาอย่างสม่ำเสมอของแต่ละคน หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “พรแสวง”
ในองค์กรขนาดใหญ่ส่วนมากจะเชื่อเรื่องความสามารถภายในของบุคคล โดยจะมุ่งไปทำการสรรหาคัดเลือกผู้สมัครที่เรียนเก่ง (ดูว่าได้เกรดเฉลี่ยเท่าไร) จบจากสถาบันไหน เรียนคณะใด และได้เกียรตินิยมหรือเปล่า จนในบางครั้งบางองค์กรได้เข้าไปจองตัวผู้สมัครที่ยังไม่จบจากรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันทำให้เกิดการแย่งชิงผู้สมัครที่จะเป็นพนักงานดาวเด่นขององค์กรในอนาคต
แต่อีกหลายองค์กรเริ่มมีความเชื่อว่า ความขยันหมั่นเพียร การทำงานหนัก และการพัฒนาตัวเองมีความสำคัญมากกว่าความสามารถส่วนตัวที่มีมาตามธรรมชาติ โดยองค์กรเหล่านี้ไม่มองถึงคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่จะดูถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ การสนใจและใส่ใจ ซึ่งได้มาจากการสัมภาษณ์งาน เมื่อรับพวกเขาเข้ามาทำงานแล้วก็จะไปเน้นถึงการสร้างระบบและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เกื้อหนุนให้พนักงานได้พบในสิ่งที่เขาชอบและต้องการ ทำให้เพิ่มขีดความสามารถที่จะทำให้เกิดผลงานที่เป็นเลิศได้
ทั้งสองแนวความคิดที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนนัก จนกระทั่งมีนักจิตวิทยา ชื่อ ศ.เค แอนเดอร์ส อีริคสัน (Professor K.Anders Ericsson) ชาวสวีเดน กับทีมงานวิจัยของเขาได้ใช้เวลาหลายปีเพื่อศึกษาคนเก่ง (Top Performers) ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ วิทยาศาสตร์ กีฬา คณิตศาสตร์ โดยทำการวิเคราะห์หาปัจจัยต่างๆ ทั้งสถิติด้านกายภาพและด้านชีวภาพ ที่ทำให้กลุ่มทดลองดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญและชำนาญ ในที่สุดทีมงานวิจัย พบว่า การตั้งใจฝึกฝนเพื่อพัฒนา ความสามารถ ความชำนาญจะมีประสิทธิภาพดียิ่ง เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการตั้งเป้าหมายในการทำงาน การให้เห็นสะท้อนกลับ และการมุ่งเน้นใช้เทคนิคการทำงานต่างๆ
อาจจะเป็นข้อสรุปได้คร่าวๆ และให้เข้าใจง่ายๆ ว่า งานวิจัยนี้ได้ผลสรุปที่เอื้อต่อพรแสวงหรือการเรียนรู้ การมุ่งปฏิบัติ จะเป็นตัวนำไปสู่ผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศ แทนที่จะเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาของแต่ละคน ผลงานวิจัยครั้งนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงการธุรกิจและการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ การที่แต่ละองค์กรจะเปลี่ยนความเชื่อที่มีอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรเป็นกรณีไป
เรามาลองวิเคราะห์ผลงานวิจัย จากหัวข้อว่า “การฝึกฝน” เราคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา การเรียนภาษาต่างประเทศ และรู้ดีว่านั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้เพิ่มและพัฒนาทักษะในด้านนั้นๆ สำหรับในโลกธุรกิจแล้วจะเป็นในรูปแบบของการเรียนรู้และการพัฒนาโดยการลงมือปฏิบัติงานจริง และปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการฝึกฝน เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพในงานดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจจะเห็นจากบางองค์กรให้มีการฝึกฝนทักษะของพนักงานกับการจำลองสถานการณ์เพื่อให้พวกเขามีโอกาสได้ฝึกเพื่อเสริมทักษะกันจริงๆ
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







