posttoday
การเมืองของ Start-UP

การเมืองของ Start-UP

15 มิถุนายน 2559

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประเด็นมาแรงของยุคนี้เห็นจะไม่พ้นสตาร์ทอัพนะครับ (Start-Up Business) เนื่องจากเป็นแนวทางที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทุนนิยม ที่รัฐต้องการผลักดันประเทศให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง หรือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นเพื่อส่งออก มาเป็นการพัฒนาธุรกิจที่มีนวัตกรรมตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ ของตลาด 

ยิ่งธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแล้วสามารถทะลุทะลวงไปเจาะตลาดในต่างประเทศ หรือดึงดูดนักลงทุนหรือลูกค้าจากต่างประเทศมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าได้ก็ยิ่งเป็นที่ปรารถนาของรัฐบาล เป็นตัวช่วยขับดันเศรษฐกิจที่ใครๆ ก็รู้ว่าโดนกีดกันอันเนื่องมาจากระบอบการเมืองการปกครองในตอนนี้

เมื่อพูดว่ารัฐจะลงมาช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่ๆ เข้าสู่โครงการตั้งตัวสร้างธุรกิจ ทำให้คิดขึ้นได้ทันทีว่าใช้พลังภายในอะไรมาขับเคลื่อน? เห็นจะไม่พ้นงบประมาณและการอำนวยความสะดวกจากรัฐ

รัฐในปัจจุบันมักถูกเรียกร้องให้แสดงบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือเข้าไปแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจมากมาย จนลืมไปว่าต้องตั้งสติให้ดีว่าอะไรเป็นหน้าที่ของรัฐบ้าง สิ่งไหนรัฐแค่อำนวยความสะดวก และประเด็นไหนที่รัฐต้องเข้าไปกำกับควบคุม หรืออะไรที่รัฐต้องทำเอง

ความเหมาะสมตรงนี้ไม่ได้เอามาวัดผลงานรัฐบาล แต่จะเป็นตัวบอกว่าผู้ประกอบการจะยืนอยู่บนลำแข้งต่อไปได้หรือไม่ เมื่อหมดกำลังภายในของรัฐพยุงอีกต่อไปแล้ว

ระบอบเศรษฐกิจการเมืองที่รัฐเลือกจะเป็นตัวบอกว่ารัฐเข้ามาแทรกแซงมากเพียงไรและเอกชนต้องช่วยเหลือตัวเองมากขนาดไหน ไล่มาตั้งแต่รัฐรวบอำนาจทุกอย่างมาทำเองแบบรวมศูนย์การตัดสินใจ รัฐออกระเบียบไว้แล้วให้สมาคมผู้ประกอบการไปทำตามแนวทางและควบคุมกันเอง ไปจนถึงการปล่อยให้ผู้ประกอบการสร้างอาณาจักรธุรกิจและวางกฎกติกาโดยตกลงกับลูกค้าโดยตรง

หากมองธุรกิจที่พูดถึงเยอะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐแถลงไว้ว่าจะใช้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน “ธุรกิจบริการ” โดยใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารน่าจะเป็นสิ่งที่ควรหยิบมาวิเคราะห์

ธุรกิจจะรอดได้มีเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ คือ 1.Speed เพิ่มความเร็วในการให้บริการ ขาย/ส่งสินค้า รวมไปถึงสร้างความสะดวกสบาย 2.Diversity รองรับความต้องการที่มากมายจากลูกค้าหลากกลุ่ม ต่างพื้นที่ หรือมีเวลาในการซื้อขาย/ใช้บริการไม่ประจำ 3.Trust ประกันความมั่นใจให้ลูกค้าว่าธุรกรรมที่ทำไปจะมีผลบังคับจริง และได้รับการดูแลอย่างดีหากมีปัญหา

เราจะเห็นว่าบทบาทรัฐที่แท้จริงอยู่ที่ข้อ 3 คือ การสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรงในการกำหนดกฎเกณฑ์และบังคับให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อสัญญาที่ได้ให้ไว้ และปรับปรุงบริการให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นรัฐทยอยใช้อำนาจกฎหมายทื่อๆ และล้าหลังไปปิดธุรกิจที่ Start Up จากต่างประเทศ และเริ่มมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปร่วม อาทิ UberMoto, GrabBike, Airbnb โดยสาเหตุหลักจริงๆ จากการเสียประโยชน์ของผู้อยู่ในตลาดมาก่อน และมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ได้ประโยชน์วิตกจนต้องสกัดกั้น  นำมาสู่การลอกโมเดลธุรกิจมาทำเองในนามของ “รัฐ” มิพักต้องพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ หรือโครงสร้างบริษัทประชารัฐ ที่กลุ่มทุนเดิมๆ เข้ามาอยู่กุมบังเหียน 

จนชวนให้คิดไปว่ารัฐไทยมีการจัดระบอบเศรษฐกิจการเมืองอย่างไรกันแน่ เอกชนควรจะเป็นแรงขับดันหลัก หรือผู้ประกอบการรายย่อยต้องเข้าไปสยบต่อรัฐ หรืออยู่เป็นลูกไล่ของทุนใหญ่?

หากมองทุนของรัฐไทยที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจได้ ก็มีธุรกิจอีกกลุ่มที่น่าพูดถึง คือ ธุรกิจที่ใช้มรดกทางวัฒนธรรมเป็นศูนย์กลาง นั่นก็คือธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ รวมไปถึงการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่มีข่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านขอขึ้นทะเบียน “โขน” เป็น Intangible CulturalHeritage : ICH ข่าวว่า ไม่ต้องตกใจ เพราะเราก็เตรียมการเรื่อง “โขน” ไว้แล้ว  อีกทั้งยังมีอีก 4 รายการ คือ นวดแผนไทย โนราห์ มวยไทย และสำรับอาหารไทย แต่จริงๆ เรายังทำไม่ได้เพราะเราไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ

กฎหมายระหว่างประเทศสายอนุรักษ์ทรัพยากรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมรดกวัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม มักจะต้องพยายามหาวิธีการชักจูงให้รัฐภาคีดูแล “มรดก” ที่อยู่ในเขตอำนาจของตน

การจดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนมิได้ทำให้กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเปลี่ยนไปก็จริง แต่สิ่งที่เกิดคือ

การนำไปใช้ประโยชน์ในทางการตลาดท่องเที่ยวระดับโลก เพราะเป็นการผูกเอามรดกนั้นเข้ากับรัฐ กลายเป็น Brand สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา เพื่อเสริมสร้าง Position ตัวเองให้คนที่กำลังตัดสินใจเห็นชัดขึ้น

ในยุโรปตะวันตกกับญี่ปุ่นนี่ยื่นจดทะเบียนกันมากมาย ทั้งมรดก “อรูป” และมรดกวัฒนธรรม/ธรรมชาติ ซึ่งเอกชนทำไม่ได้ นี่เป็นหน้าที่รัฐในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ใช้กฎหมายภายในกีดกันไปเรื่อย

จริงอยู่ที่ไม่ถึงกับต้องเดือดร้อนถึงขั้นทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่การช้ากว่าทุกก้าวย่อมเป็น “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” กล่าวคือ  การขึ้นทะเบียน “วัฒนธรรมอรูป” โดยเชื่อมกับชื่อของ “รัฐ” นั้นประเทศที่มีชื่อจะได้ประโยชน์ในเชิง Branding และสร้าง Positioning ในธุรกิจการท่องเที่ยว สินค้า/บริการ วัฒนธรรมระหว่างประเทศ

มีกรณีศึกษาของกลุ่มประเทศโลกที่ 3  จดทะเบียนมรดกวัฒนธรรม ทั้ง “วัฒนธรรมอรูป” หรือ “มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติ” โดยมิได้สร้างเครือข่ายให้พร้อม สุดท้ายก็เกิดการสูญเสียโอกาสและถูกชุบมือเปิบ นั่นคือบรรษัทข้ามชาติมาล้อมหมด ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ทัวร์ สินค้าที่ระลึก สินค้าปลอดภาษี และการเดินทางของคนและสินค้า

หากรัฐต้องการขับเคลื่อนภาคธุรกิจก็ต้องรู้หน้าที่หลักและเร่งดำเนินการประสานกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องทำงานร่วมกันมากขึ้นในการเร่งทำข้อมูลและขึ้นทะเบียนมรดกทั้งหลาย

ครับ ปัญหาคลาสสิกของราชการไทย

ส่วนเรื่องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ปล่อยให้ผู้ประกอบการหาทางกันไป ถ้ามันมีช่องทาง จะห้ามทำไมล่ะครับ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา