
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นธรรมอย่างเข้าถึงข้อเท็จจริง
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ประเด็นที่มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในรอบสัปดาห์ คงหนีไม่พ้นการผ่านร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ชักเข้าชักออกมาแล้วหลายต่อหลายรัฐบาล ไม่มีใครทำได้สำเร็จจนล่วงเลยมานานกว่า 20 ปี มีใกล้เคียงแค่ครั้งเดียวในสมัยที่คุณกรณ์จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีคลัง เสนอผ่าน ครม.รอเข้าสภา แต่สุดท้ายก็ยุบสภาเสียก่อน ร่างกฎหมายนี้จึงตกไปในที่สุด
เหตุผลหลักๆ ที่ไม่มีใครกล้าแตะหรือผลักดันให้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ได้ ก็คงเป็นเพราะเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สำหรับคนที่ถือครองที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงงาน ออฟฟิศ ฯลฯ ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีด้วยฤทธิ์เดชของกฎหมายนี้ เมื่อมันมีผลให้คนทุกกลุ่มทุกก้อนต้องควักสตางค์ออกจากกระเป๋าจากที่ไม่ต้องจ่าย แล้วใครล่ะจะยอมง่ายๆ สุดท้ายคนที่ผลักดันก็มักจะโดนสหบาทาร่วงก่อนทุกที
ลำพังประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงก็คงทำได้แค่บ่นๆ กันไป แต่คนที่ทำให้กฎหมายนี้ไปได้ไม่ถึงไหน ก็คือคนใกล้ๆ ตัวคนผลักดันทั้งนั้น บางทีอาจจะเป็นรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนผู้ทรงเกียรติ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาอาจจะมีที่ดินระดับหมื่นไร่แสนไร่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรืออาจจะเป็นนายทุนผู้สนับสนุนพรรค ซึ่งเป็นแลนด์ลอร์ดรายใหญ่ของเมืองไทย คนกลุ่มนี้มีพลังแฝงที่สามารถทำให้กฎหมายต้องแท้งก่อนท้องได้ทุกครั้งไป
รัฐบาลชุดนี้อาจจะ (แค่อาจจะนะครับ) อยู่นอกเหนือแรงกดดันเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องอิงกับฐานเสียง ฐานมวลชน เพราะท่านๆ ผู้นำรัฐบาล ย้ำนักย้ำหนาว่า ไม่เล่นการเมือง ไม่ลงเลือกตั้งแน่นอน แต่ที่หวั่นๆ ใจ ทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่ยังห่วงกังวลกับทรัพย์สมบัติตัวเอง รวมไปถึงนายทุนที่ใกล้ชิด ก็อาจจะเป็นพิษต่อกฎหมายที่รัฐบาลพยายามจะผลักดันให้สำเร็จได้ ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปในขั้นกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติ ว่าจะไปรอด หรือไม่รอด
เปิดหัวมายืดยาวขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า ที่วิพากษ์วิจารณ์กันส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นความเป็นธรรม และความเสมอภาคในการเก็บภาษีจากกฎหมายตัวนี้ บางคนว่า ยกเว้นให้ที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี เป็นการช่วยคนรวย เพราะคนทั่วไปโดยส่วนใหญ่มีบ้านพร้อมที่ดินราคา 1-2 ล้านบาท เต็มที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ก็ถือว่าหรูแล้ว
จำได้ว่า ก่อนที่จะมีถึงร่างตัวนี้กำหนดไว้ว่า บ้านพร้อมที่ดินไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ก็ถล่มมาเละแล้วยกหนึ่งว่า รังแกคนชั้นกลางไปจนถึงคนรายได้น้อย ซึ่งเจตนาของร่างเดิม คือเก็บภาษีให้ครอบคลุมที่สุด เพื่อให้ทุกคนตระหนักในการมีหน้าที่เสียภาษีเหมือนในต่างประเทศ แต่บังเอิญเอามาใช้กับประเทศไทยตอนนี้ยังไม่ได้ พอจะขยับเป็น 3 ล้านบาท ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เบรกให้ไปทบทวนกันใหม่ พอโผล่มาคราวนี้ก็ไปไกลถึง 50 ล้านบาทเลย ก็เลยโดนถล่มว่าช่วยคนรวย
แม้จะพอเข้าใจว่า กระทรวงการคลังซึ่งเป็นต้นเรื่องจะพยายามทำให้คนทั่วไปที่มีบ้านพักอาศัยเป็นของตนเองจะไม่ต้องเสียภาษีตัวนี้ แต่ตัวเลข 50 ล้านบาท มันดูจะล้นๆ ไปหน่อย หากหาตัวเลขราคาบ้านที่เหมาะสมต่อการได้รับการยกเว้นภาษีได้มากนี้ก็คงไม่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าช่วยคนรวย และมีเสียงค่อนขอดจากคนที่จำเป็นต้องซื้อบ้านหลังที่สองเป็นคอนโดในเมืองไว้อยู่อาศัยในช่วงวันทำงาน เพื่อหนีรถติดราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท ก็ยังต้องเสียภาษี ซึ่งเขาว่า ก็ไม่แฟร์กับเขาเหมือนกัน เพราะขนาดบ้านหลังละ 50 ล้านบาทยังไม่เสียภาษีเลย
ดังนั้น ถ้าสามารถทำให้เกิดความเป็นธรรม โดยศึกษาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ปลีกย่อยลงไปอีก ภาษีฉบับนี้จะดูหล่อกว่านี้อีกเยอะ
อีกประเด็นที่เห็นว่าไม่แฟร์คือ เรื่องของที่ดินมรดก แม้จะมีข้อผ่อนปรนให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยหลักที่ได้มาจากการรับมรดก หากได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาจากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาระภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย ขอย้ำว่า เป็นมรดกที่รับโอนก่อนกฎหมายบังคับใช้เท่านั้น ถ้าโอนหลังกฎหมายบังคับใช้เข้าใจว่าจะโดนเก็บเต็มๆ
ทั้งที่ข้อเท็จจริงของกรณีนี้จะเหมือนๆ กันคือ มรดกอาจจะมีมูลค่าแพงเหลือล้น แต่คนที่รับมรดกมามีสถานะคนทำงานทั่วๆ ไป มีรายได้จากเงินเดือนไม่มากมายนัก การที่โอนก่อนโอนหลังก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน หรือว่ากฎหมายฉบับนี้จะปรานีเฉพาะแค่คนที่โอนมรดกก่อนที่จะบังคับใช้หรืออย่างไร และการที่ลดให้ 50% นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะลดภาระได้มากมายนัก ลองคิดดูว่า ที่ดินในเมืองราคาตารางวาละ 1-2 ล้านบาท มีที่ดินแค่ 100 ตารางวา ก็ปาเข้าไป 100-200 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
ถ้าไม่ใช่คนรวยอยู่แล้วก็น่าจะลำบาก และอาจจะเป็นเหตุกดดันให้คนที่มีมรดกประเภทนี้จำเป็นต้องขายที่ดินทิ้ง คราวนี้ก็เข้าทางนายทุนที่ตั้งตารออยู่ล่ะครับ
อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในกรณีที่ดินดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย โดยนิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.05% ของฐานภาษี เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ความหมายที่เข้าใจคือ ถ้าสามารถพัฒนาที่ดินนั้นให้จบได้ภายใน 3 ปี แต่ละปีจะเสียภาษี 0.05% แต่ถ้าเกินกว่านั้น ที่ดินจะถูกเก็บภาษีในประเภทที่ดินว่างเปล่า ถ้าเป็นไปตามนั้นก็จะเปลี่ยนจาก 0.05% เป็นเก็บเพดานสูงสุดที่ 5% โดยในปีที่ 1-3 คิดอัตราภาษีที่ 1% ปีที่ 4-6 คิดอัตราภาษีที่ 2% และตั้งแต่ปีที่ 7 ขึ้นไปคิดอัตราภาษีตั้งแต่ 3%
ตรงนี้จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ให้เร็วขึ้น ซึ่งกฎหมายนี้ก็ตั้งใจไว้อย่างนั้น ที่กังวลก็คือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งแต่ละบริษัทก็มีที่ดินคามืออยู่เยอะที่ต้องเร่งออกมาพัฒนา เพื่อไม่ให้ต้องเจอกับภาษีใหม่ จะมีซัพพลายบ้านออกมามากแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อตลาดหรือไม่ หรือถ้ายอมเก็บที่ไว้ เพื่อไม่ให้ซัพพลายมันออกมามาก ต้นทุนภาษีทั้งหมดก็จะถูกผลักมาที่คนซื้อบ้านแน่นอน จะมากจะน้อย การที่ต้องจ่ายเพิ่มมันก็ไม่ดีทั้งนั้นล่ะครับ ก็อยากให้พิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกันไว้บ้างครับ







