
สู่มิติใหม่ของโอท็อป Version 2.0 (จบ)
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวถึงพัฒนาการของโอท็อปจากเวอร์ชั่น 1.0 ที่วางอยู่บนหลักของการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ (Product Development) ไปสู่มิติใหม่ หรือ OTOP Next V.2.0 ที่มุ่งเน้นการวางระบบบริหารจัดการใหม่โดยใช้กลไกประชารัฐเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนา และได้ชี้ชวนให้เห็นถึงการส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภูมิปัญญาที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ผ่านการพัฒนาหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว ประเด็นที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้เป็นเรื่องของการมองถึงอนาคตของโอท็อปว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป
แนวคิดหลักอีกประการของ OTOP Next V.2.0 คือการเน้นไปที่การสร้างคนรุ่นใหม่ หรือ Young OTOP Generation คือการดึงกลุ่มเยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างอนาคตของโอท็อปในระยะยาวและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับเยาวชนเข้าร่วมโครงการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพให้มีความรู้และทักษะในการบริหารจัดการ การใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของไทยผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากปราชญ์ชาวบ้านผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าจากการออกแบบเพื่อยกระดับสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะจัดให้มีการประกวด OTOP
Next Gen Challenge Contest เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมใหม่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป ซึ่งจะเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
การพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม (Creative Quality Development) ยังเป็นอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ OTOP Next V.2.0 ที่มุ่งเป้าให้สินค้าโอท็อปมีขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการตลาด ในส่วนของการพัฒนาผู้ประกอบการนั้น กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินโครงการ Road to Excellent OTOP Innovation หรือโครงการจุดประกายภูมิปัญญา สู่ความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดยการให้ความรู้เชิงนวัตกรรม กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การตลาด การแนะนำเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจแก่กลุ่มเป้าหมาย และมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนและขยายผลการจัดตั้งเครือข่ายนวัตกรรม OTOP ซึ่งในปัจจุบันสามารถจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้จำนวน 70 ราย และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจำนวน 70 ผลิตภัณฑ์
ลองมาดูตัวอย่างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของกลุ่มธูปหอมอัมพัน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ก้อนหินอโรมาที่มีรูปลักษณ์สวยงามแปลกตา ก้อนหินอโรมาเป็นการต่อยอดจากการทำกิจการธูปหอมซึ่งเริ่มมีหลายพื้นที่ได้ทำกิจการนี้เช่นกัน จึงทำให้กลุ่มผู้ประกอบการมองหาช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเน้นไปที่วัตถุดูดกลิ่น โดยอาศัยวิชาความรู้ที่ได้เรียนมา ทำการออกแบบ นอกจากก้อนหินอโรมายังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจ
อาทิ ถ่านก้อนดูดกลิ่น ถ่านมะพร้าว ตะกร้าสาน เป็นต้น จากการส่งเสริมของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ก้อนหิน อโรมามีการส่งไปขายทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้ไม่น้อย
แนวทางการพัฒนาสินค้าโอท็อปที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ การส่งเสริมการตลาด ที่ผ่านมามีการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตลาดการค้าชุมชน เช่น ตลาดชุมชน ตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม การจัดงานจำหน่ายสินค้าทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เช่น งาน OTOP Midyear และ OTOP ศิลปาชีพ ยังมิพักกล่าวถึงการพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด รายงานของกรมการพัฒนาชุมชนชี้ให้เห็นถึงผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยในปี 2558 ผู้ประกอบการสามารถจัดจำหน่ายสินค้ารวมทั้งสิ้น 109,781,774,847 บาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100,000,000,000 บาท ส่วนในปีนี้กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 122,955,587,828 บาท นับถึงสิ้นเดือน มี.ค. สามารถจำหน่ายสินค้าได้แล้วถึง 63,542,640,813 บาท หรือร้อยละ 51.67 ของยอดเป้าหมาย
ล่าสุด ได้มีความพยายามในการยกเครื่องช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอท็อปอีกอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่ การนำสินค้าโอท็อปขึ้นเครื่องบินและการจัดตั้งร้านประชารัฐสุขใจ
การเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าโอท็อปบนเครื่องบินเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย บริษัท การบินไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีและภาคเอกชนในการร่วมกันจัดวางระบบการจัดจำหน่าย คัดเลือกและพัฒนาสินค้าโอท็อปที่ “เล็ก ดีมีคุณภาพ” สำหรับจำหน่ายบนเครื่องบิน ในปัจจุบันได้มีการคัดเลือกสินค้าโอท็อปจำนวน 21 กลุ่ม 128 ผลิตภัณฑ์ โดยการขายสินค้าโอท็อปบนเครื่องบินระยะที่ 1 ในต้นเดือน พ.ค. 2559 จะเริ่มจากการขายผ่านแค็ตตาล็อกบนเครื่องบินและขายผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ไทยแลนด์มอลล์ ส่วนในระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการเดือน ก.ค. 2559 โดยขายสินค้าโอท็อปจำนวน 8 ผลิตภัณฑ์บนเครื่องบิน ซึ่งลูกค้าสามารถรับสินค้าได้บนเครื่อง หรือรับสินค้าได้ที่สนามบินในกรณีที่เป็นผู้โดยสารขาเข้า หรือจะให้จัดส่งไปยังที่อยู่ของลูกค้าในต่างประเทศตามที่ระบุในใบสั่งซื้อก็ได้ นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกกลุ่มโอท็อปประเภทอาหารสำหรับให้บริการบนเครื่องบินและห้องรับรองของการบินไทยจำนวน 8 ผลิตภัณฑ์ และเตรียมที่จะเปิดร้าน
โอท็อปในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกด้วย
สิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่งก็คือนอกจากความพยายามของภาครัฐในการยกเครื่องช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปให้แก่ผู้บริโภคแล้ว เรายังได้เห็นความพยายามของผู้ประกอบการในการหาช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าด้วยตัวเอง เช่น การนำเสนอและจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อีเบย์ อะเมซอน หรืออาลีบาบา เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของ “ประชารัฐ สุขใจ Shop” เป็นความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกระทรวงมหาดไทย โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชนและเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวของท้องถิ่น และมีระบบการจัดการร้านค้าที่เป็นมืออาชีพ ในระยะแรกได้ดำเนินการในสถานบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 73 จังหวัด ซึ่งได้มีพิธีเปิดร้านประชารัฐสุขใจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
ที่ได้กล่าวทั้งหมดนี้แสดงถึงการเชื่อมโยงพลัง 4P อันได้แก่ คนในชุมชน (People) สถานที่ (Place) ผลิตภัณฑ์ (Product) และการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา (Preservation) ซึ่งนับเป็นก้าวย่างสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านพัฒนาชุมชนไปสู่มิติใหม่ที่วางอยู่บนสมมติฐานแห่งความเชื่อมั่นในศักยภาพและภูมิปัญญาของชุมชน ผนวกกับมุ่งเน้นประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการมุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ก่อนจะจบเรื่องราวของโอท็อปที่นำมาบอกเล่ากันถึงสองตอน ถือโอกาสเชิญชวนให้ทุกท่านมาสัมผัสรูปธรรมมิติใหม่ของโอท็อปที่ในงาน OTOP Midyear 2016 ในเดือน มิ.ย. 2559 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อป จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง 5 ประเภทแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจและการตลาด และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้พร้อมๆ กับเลือกซื้อผลิตภัณฑ์โอท็อปคุณภาพซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย







