
กนง.ห่วงตลาดเงิน
โดย...ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ธนาคารแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รายงานผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจ (ฉบับย่อ) จากการประชุมเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโดยรวมปรับดีขึ้น เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดการเงินจีนลงบ้างในระยะสั้น ขณะที่ยังคงคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับสูงขึ้น และเงินบาทเทียบกับเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) อ่อนค่าลงจากการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินเยน สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ปรับลดลงต่อเนื่องจากแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศเป็นสำคัญ ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ปรับราบลงค่อนข้างมากจากช่วงต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจและเอื้อให้ภาวะการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรรมการบางส่วนแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดการเงินโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจไม่สะท้อนค่าความเสี่ยงที่แท้จริง (Underpricing of Risks) และอาจมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หากเกิดกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดการเงินโลกดีดตัวกลับ (Snapback) อย่างรวดเร็ว โดยอาจส่งผลมายังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยได้ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ในระยะต่อไป Monetary Policy Divergence ยังคงเป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนสูง อย่างไรก็ดีความเข้มแข็งของเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ภายใต้ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ จะยังคงติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินจากพฤติกรรม Search for Yield และความไม่สมดุลระยะยาวอื่นๆ ที่อาจสะสมในระบบการเงินภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน โดยกรรมการส่วนหนึ่งประเมินว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้อาจมีผลบวกค่อนข้างจำกัดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น
ในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยพร้อมจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อดูแลให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ







