
"บิ๊กตู่"สุดปลื้มได้เจอปูติน ย้ำมารัสเซียไม่ได้แค่ซื้ออาวุธ
นายกฯจัดรายการคืนความสุขฯ ย้ำเดินทางมารัสเซียไม่ได้แค่มาซื้ออาวุธ แต่มีเรื่องต้องทำเยอะ เผยกล่อม“ทุนใหญ่”เลิกซื้อข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินผิดกม.แล้ว
นายกฯจัดรายการคืนความสุขฯ ย้ำเดินทางมารัสเซียไม่ได้แค่มาซื้ออาวุธ แต่มีเรื่องต้องทำเยอะ เผยกล่อม“ทุนใหญ่”เลิกซื้อข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินผิดกม.แล้ว
เมื่อเวลา 20.15 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้ออกอากาศเทปบันทึกรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้บันทึกเทปที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในโอกาสที่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ
พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงแนวทางสร้างความสงบเรียบร้อยภายในประเทศว่า ความมั่นคง สงบ เรียบร้อย จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง ความมั่นคง เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของ ทหาร ตำรวจ หรือพลเรือนเท่านั้น ทั้งประชาชนและสื่อมวลชน ล้วนแต่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศได้ด้วย แล้วก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ ไม่ควรไปเขียนให้ร้ายกันจนเกินไป ตนไม่รังเกียจหากจะเขียนในข้อเท็จจริง แต่ถ้าเขียนอะไรที่บิดเบือนมากๆ เขียนในเรื่องความขัดแย้งมากๆ สายตาชาวต่างชาติจะมองเราไม่ดี ประเทศไทยในประชาคมโลกก็เสียหาย แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งขณะนี้เราก็กำลังปฏิรูปประเทศอยู่
“เราต้องทำทุกอย่างให้สงบเรียบร้อย เขาเรียกว่าความมั่นคงจะเป็นบ่อเกิดของเศรษฐกิจ ของสังคม ของการต่างประเทศ การค้าการลงทุนมันจะดีขึ้นมาเอง ถ้าเรายังทะเลาะเบาะแว้งกันไปเรื่อยๆไม่มีทาง ผมทำให้ตายมันก็ไม่เกิด หรือถ้าเกิดก็น้อยมาก” หัวหน้า คสช.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 3.2% ถือว่าขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี ทั้งที่เศรษฐกิจโลกก็ยังมีปัญหา เช่น การขยายตัวของสหรัฐฯ ก็ยังเป็นลบ ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 8 ไตรมาส เศรษฐกิจจีนต่ำสุดในรอบ 6-7 ปี ถ้าย้อนกลับไปช่วงก่อนที่ คสช.เข้ามายังเป็นอัตราติดลบอยู่ แสดงว่า รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาได้ค่อนข้างจะถูกวิธีแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดี โดยเชื่อว่ากลไกประชารัฐเป็นส่วนขับเคลื่อนที่สำคัญ เรื่องนี้ตนเป็นคนสั่งให้เกิดขึ้นมาเอง เพราะดูแล้วภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจข้ามชาติที่คนมองว่าเอื้อประโยชน์ ซึ่งมันเป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านมาก็ว่าไป วันนี้ต้องนำเขากลับมาเพื่อจะส่งเสริมภาคประชาชนให้ได้ เอาเอกชนนักธุรกิจเข้ามาจัดคณะทำงานแล้วก็มาขับเคลื่อนจะเห็นได้ว่าวันนี้มีการจัดตั้ง บริษัทประชารัฐส่วนกลาง และส่วนประจำพื้นที่ ปีนี้ต้องมีครบทุกจังหวัด เพื่อเป็นช่องทางทางการตลาด แล้วก็การสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน แต่ช่วงแรกนี้ภาคธุรกิจเอกชนก็จะมาช่วยให้บริหารในระยะแรกแล้วก็การลงทุนจะเป็นของภาคประชาชน ในสัดส่วนที่เหมาะสม และวันหน้าก็จะถอนตัวออกไป
“อย่าไปกลัวว่าเขาจะมารวบรวมผลประโยชน์ของประชาชน มาหลอกกันอีก ซึ่งเขาทำไม่ได้ เพราะผมไม่ให้ทำ วันนี้ผมก็ย้ำไปกับผู้แทนบริษัทที่เจอ ที่ไปรับซื้อการปลูกข้าวโพดบนเขา เขารับปากผมแล้ว เพราะทั้งประกาศไปแล้วว่าในฤดูกาลนี้ เขาจะเลิกซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯกล่าวต่อว่า กุญแจความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของนโยบายประชารัฐคือ การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ต้องมาดูกันว่าเกษตรกรที่มีรายได้น้อยนั้นควรจะมีรายได้เท่าไรในการที่จะดำรงชีพได้อย่างพอเพียง ตนคิดว่าประมาณสักเดือนละ 1 หมื่นบาทเป็นอย่างน้อย ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท แต่การให้เกษตรกรมีรายได้อย่างนี้ต้องทำอย่างไรก็ต้องไปดูหลายๆอย่างด้วย โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิต และการจำหน่ายผ่านกลไกประชารัฐ ซึ่งอยากให้พี่น้องเกษตรกรฟังคำแนะนำรัฐบาลผ่านศูนย์ของกระทรวงเกษตรและสหรณ์ทั่วประเทศ สิ่งที่ห่วงในช่วงนี้คือ พี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าว เพราะปัญหาสำคัญวันนี้คือน้ำมีน้อย คุณภาพข้าวก็ไม่ได้ โรงสีก็จะซื้อในราคาถูก หักต้นทุนแล้วบางทีขาดทุนด้วยซ้ำไป จึงฝากให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐไปให้คำแนะนำอาจจะเปลี่ยนจากทำนาไปเป็นอย่างอื่นที่อาจมีกำไรมากกว่า เช่น ปลูกถั่วเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น และต้องระวังอีกเรื่องเพราะราคาข้าวหอมมะลิ ราคาข้าวขาวลดลง แต่น่าแปลกที่ข้าวเหนียวราคาสูงขึ้น ก็ไม่ใช่ว่าหันไปปลูกข้าวเหนียวกันมากขึ้นอีก ต้องคิดว่าจะไปขายใคร ส่วนใหญ่ก็มีแต่ในอาเซี่ยนไม่กี่ประเทศ ถ้ากลับมาปลูกข้าวเหนียวกันมากอีก ราคาก็ตกอีก
“เราต้องเร่งบูรณาการ ใครทำได้ดีแล้วก็พี่จูงพี่น้องจูงเพื่อนไปด้วย อย่ากลัวเพื่อนจะรวยกว่า ต้องช่วยกันลดความขัดแย้ง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากความยากจนถ้าขัดแย้งกันมากๆ อย่างชาวนาก็เดือดร้อน ผู้ประกอบอาชีพอิสระก็เดือดร้อน ถ้ามีคนไปบิดเบือน ก็ทำให้ความสงบเรียบร้อยมีปัญหาอีก มีการประท้วง เรียกร้องราคา จะให้รัฐไปส่งเสริมงบประมาณแบบให้เปล่า ซึ่งต้องเข้าใจว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ อย่างน้อยท่านต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ก่อน” นายกฯ ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงแนวนโยบายด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยว่า วันนี้นักท่องเที่ยวขยายตัวในแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง มีรายได้เข้าประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 58 ประมาณ 10% ปีนี้คาดการณ์แล้วว่าน่าจะอยู่ที่ 33 ล้านคน ก็ต้องดูเรื่องความปลอดภัย ดูแลเรื่องการทุจริต นอมินีอะไรต่างๆทั้งหมด ดูทุกส่วน อย่าไปบอกว่ารังเกียจนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแล้วทำให้บ้านเมืองสกปรก ต้องสอนให้เขาอย่าทำดีกว่า ซึ่งได้กำชับกับบริษัทท่องเที่ยวให้เกิดความเข้าใจไปบ้างแล้ว หลายๆบริษัทก็ทำดีขึ้น ก็มีเพียงบางบริษัทที่มีปัญหา กำลังให้ไปตรวจสอบ เรื่องการจดทะเบียน เรื่องไกด์ หรือการเป็นนอมินีต่างๆ
พิธีกรได้ถามถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งน่าจะส่งผลถึงการลดต้นทุนการผลิต พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่าราคาน้ำมันลดลงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนก็ใช้น้ำมันกันอย่างไม่ประหยัด คนใช้รถมากๆขึ้น ก็ต้องใช้น้ำมันมากขึ้น อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นง่าย ใช้รถใช้ถนนกันเพลินไม่ค่อยระมัดระวัง แต่น้ำมันถูกก็ทำให้รายได้หลักของประเทศลดลง จากภาษีน้ำมันทั้งนำเข้าและส่งออกก็ได้ แม้จะใช้กันมากก็ตาม ส่วนน้ำมันในประเทศ เราไม่ได้เป็นประเทศที่มีน้ำมันมาก และน้ำมันที่ขุดขึ้นมาได้บางส่วนมีคุณภาพ บางส่วนไม่มีคุณภาพ จะเห็นได้ว่าบางส่วนของน้ำมันต้องส่งออกไปทำน้ำมันอย่างอื่นที่มีเกรดต่ำ ถ้าเป็นเกรดที่ใช้ในรถยนต์ได้ ก็ผลิตใช้ในประเทศ แต่สัดส่วนตรงนี้ก็มีไม่เพียงพอ ก็ต้องไปซื้ออย่างอื่นมากลั่นในประเทศไทย บางคนก็บอกว่าขุดในประเทศไทยแล้วทำไมต้องไปซื้ออย่างอื่นมาด้วย แล้วทำไมต้องเอาของไทยไปขายต่างประเทศ หากไม่เข้าใจแล้วมาพุดแบบนี้ก็จะสับสนกัน
นายกฯพูดถึงภารกิจเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการด้วยว่า อย่ามามองว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแนวทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไป หรือเปลี่ยนกลุ่มต่างๆ เราอยู่ในทุกกลุ่ม เพราะว่าเรามีการค้าการลงทุน ระหว่างกันกับทุกประเทศในโลก หรืออย่ามองว่าเราจะมาซื้ออาวุธ ซึ่งทำให้ตนอารมณ์เสียตอนก่อนมา มีคนมาถามว่า จะซื้อเฮลิคอปเตอร์กี่ลำ ทั้งที่เป็นเสี้ยวเดียวของการที่มาครั้งนี้ และมีกิจกรรมอื่นๆที่สำคัญมากมาย โดยได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีเมดเวเดฟ ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าตนกับนายกฯเมดเวเดฟเคมีตรงกัน ในที่นี้คือทำเพื่อประเทศเพื่อกลุ่ม เพื่อประชาคม และประชาชน ซึ่งท่านเป็นคนน่ารัก เป็นผู้นำที่ทันสมัย มีอารมณ์ศิลปิน ก็พูดคุยกันหลายเรื่อง มีการลงนามบันทึกความเข้าใจกัน 14 ฉบับ ทั้งของภาครัฐภาคเอกชน โอกาสเดียวกันนี้ตนก็ได้ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย ที่ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย ดีใจที่จะมีโอกาสพบประธานาธิบดีปูตินอย่างเป็นทางการ ได้พูดคุยกันตัวต่อตัวช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ในช่วงท้ายรายการ หัวหน้า คสช.ได้กล่าวถึงการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการประชามติ ที่จัดโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้เชิญทั้งผู้แทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.() ตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้แทนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และตัวแทนพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ว่า ตนเป็นคนตัดสินใจให้จัดเวทีดังกล่าวขึ้น เพราะที่ผ่านมามักตำหนิตนว่า ไม่เปิดช่องทางให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลสรุปของการประชุม ซึ่งก็อยากฟังเหตุผลของตัวแทนฝ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตามขอยืนยันอย่างหนึ่งว่า ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เป็นเรื่องของกลไกและกติกา ซึ่งตนได้ให้อำนาจในการตัดสินใจแก่ท่านแล้ว ไม่สามารถจะบังคับท่านได้อีก ขอเพียงอย่ามาทะเลาะกัน ย้อนกลับไปความขัดแย้งอีก และอย่ามาหาว่าตนไม่ปรองดอง ตนพร้อมปรองดอง แต่ปรองดองกันด้วยกฎหมายก่อนเท่านั้นเอง ขอให้แยกแยะเรื่องต่างๆไม่นำมาพันกัน ทั้งเรื่องประชามติอย่ามาพันเรื่องเลือกตั้ง เป็นต้น







