
ธุรกิจแบงก์เปลี่ยนไปมาก คู่แข่งดุ-หากำไรยากขึ้น
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ประเทศไทยมีข่าวดีเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ ในไตรมาส 1/2559 เติบโตถึง 3.2% ทำให้รัฐบาลและคนค้าคนขายเกิดความรู้สึกมั่นใจ พร้อมคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มีลุ้นว่ารวมทั้งปีน่าจะเติบโตเกิน 3% จากแรงส่งของภาครัฐที่ออกสารพัดกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งการลงทุนโครงการต่างๆ
เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2558 ที่เติบโต 2.8% เกิดคำถามว่าเป็นการฟื้นตัวจริงหรือไม่ ซึ่งยังต้องรอเวลาเพื่อหาคำตอบกันต่อไป แต่ถือเป็นสัญญาณบวกต่อธุรกิจที่ทำมาหารายได้จากภายในประเทศ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่เหนื่อยมานาน
ขณะนี้เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นในหมู่นักลงทุนว่า ถึงเวลาที่จะทยอยซื้อสะสมหุ้นธนาคารพาณิชย์แล้วหรือยัง
ใช่! หุ้นแบงก์มีราคาถูก ดูได้จากหลายตัวซื้อขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) แต่หลักการลงทุนที่ทราบกันเป็นการทั่วไปว่า ไม่ให้ดูเรื่องราคาต่ำเพียงอย่างเดียว จะต้องคำนึงถึงอนาคตที่สดใสด้วย ต้องดูโอกาสในการทำธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรเป็นเรื่องสำคัญ
นอกจากนั้น ภาพการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้เปลี่ยนไปมาก ที่ผ่านมาเป็น “เสือนอนกิน” รับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจนพุงกาง มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นกอบเป็นกำด้วยทำให้กำไรมีอัตราการเติบโตสูงเป็นตัวเลขสองหลัก
เวลานี้นายธนาคารต่างต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพราะ “คู่แข่ง” ไม่ใช่มาจากธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเท่านั้น ฟินเทค หรือไฟแนนเชียล เทคโนโลยีที่รุกคืบเข้ามาให้บริการทางการเงินมีมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการผ่อนหลักเกณฑ์ในการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ก็เป็นศัตรูตัวสำคัญของธนาคารพาณิชย์ ทำให้เค้กก้อนเดียวที่มีอยู่มีคนมาแบ่งปันจำนวนมาก
ธนาคารตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการลงทุนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการใช้บริการของลูกค้าให้มากที่สุด พร้อมเปิดทางร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีเทคโนโลยียอดเยี่ยม
แต่เกิดคำถามว่าการปรับตัวของธนาคารเหล่านั้นจะทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้หรือไม่
ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส ให้ความเห็นว่า หุ้นธนาคารพาณิชย์หลายตัวถือว่าถูก แต่ราคาไม่ได้ไปไหนไกล เพราะความกังวลเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลที่สูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณว่ามีโอกาสสูงสุดในไตรมาส 2/2559 แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเอ็นพีแอลมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปถึงปีหน้า เนื่องจากสินเชื่อมีปัญหากระจายไปในหลายธุรกิจ และคาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะมีโอกาสขยายตัวไม่ถึง 3% ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแรง
ขณะเดียวกันสินเชื่อก็จะเติบโตไม่มากนัก นักวิเคราะห์คาดว่าในปีนี้จะขยายตัว 5% แต่คาดว่าจะมีโอกาสติดลบ เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่หันไปออกหุ้นกู้แทน และนำเงินมาคืนหนี้แบงก์ เนื่องจาก
การออกหุ้นกู้มีดอกเบี้ยที่ต่ำ เช่น บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ ออกหุ้นกู้อายุ 5 ปี มีดอกเบี้ยเพียง 2.2% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สินเชื่อของธนาคารน่าจะมีต้นทุนประมาณ 5-6% หากออกหุ้นกู้มูลค่า 3,000 ล้านบาท สามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ประมาณ 100 ล้านบาท
ประภาส คาดว่า ถ้าหากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างนี้ต่อไป 2-3 ปี คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตประมาณ 5% ทำให้กำไรของธนาคารพาณิชย์เติบโตเพียงหลักเดียว ประมาณ 5-6% เท่านั้น และในปีนี้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ไม่ลดดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิลดลงด้วย
“ศักยภาพในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ดูแย่ลง เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจทางการเงิน”
แต่การลงทุนในกลุ่มนี้ยังมีโอกาสให้เลือกซื้อหุ้นได้ ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารที่ให้บริการบัตรเครดิต รวมถึงบริษัทที่ให้สินเชื่อส่วนบุคคลจะมีโอกาสเติบโตได้ดี เพราะความต้องการใช้เงินมากขึ้น และคิดดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี หากควบคุมหนี้เสียดี ก็จะมีกำไรที่ดีพอสมควร
ถ้าหากนักลงทุนคนใดสนใจลงทุนในหุ้นแบงก์หรือหุ้นกลุ่มใดก็ตาม จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอนาคตของธุรกิจเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ และแต่ละบริษัทจะหาโอกาสในการทำกำไรได้อย่างไร หลังจากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและในแวดวงธุรกิจมากขึ้น!!!







