
เซอร์ไพรส์ทางเทคนิค คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์
โดย...พรพรต
โดย...พรพรต
เมืองไทยช่วงนี้มีเรื่องเกินคาดหมายเกิดขึ้นมากมาย อย่างตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทย ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความเซอร์ไพรส์ (Surprise) แปลกใจ น่าตื่นเต้น เมื่อการเติบโตเศรษฐกิจหรือจีดีพี ไตรมาสแรกออกมาโตมากถึง 3.2% มากสุดใน 3 ปี หรือ 12 ไตรมาส โดยปัจจัยที่ทำให้จีดีพีเติบโตมาจากการท่องเที่ยวที่โตกว่าคาด การใช้จ่ายภาครัฐ และดุลการค้าที่เป็นบวก
รวมทั้งสภาพัฒน์ยังได้ปรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายตัว โดยจีดีพีกระชับช่วงห่างให้โตขึ้นจาก 2.8-3.8% เป็นเติบโต 3-3.5% การลงทุนภาครัฐเพิ่มจากโต 11.2% เป็นโต 11.7% การบริโภคภาครัฐจากเพิ่ม 3.7% เป็นเพิ่ม 3.9% แต่ปรับลงในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจากโต 3.2% เหลือโตแค่ 2.1% ปรับการบริโภคภาคเอกชนลงจากโต 2.7% เหลือโตแค่ 2.3% และปรับการส่งจากบวก 1.2% ลงไปเป็นติดลบ 1.7%
เรียกว่าสวนทางหลายหน่วยงานที่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ปรับแนวโน้มการเติบโตไปในทิศทางขาลง ตามเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ล่าสุดปรับจีดีพีโลกลงจาก 3.4% เหลือ 3.2% และปรับจีดีพีไทยเหลือเติบโต 3% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับจีดีพีไทยลงจาก 3.3% เหลือ 3.1% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดจีดีพีไทยลงจาก 3.7% เหลือ 3.3%
นักเศรษฐศาสตร์มองการเติบโตที่สภาพัฒน์เปิดตัวเลขออกมาครั้งนี้น่าจะเป็นการเติบโตทางเทคนิค เพราะการส่งออกที่เด้งจากลบมาบวก เป็นการบวกจากการส่งออกทองตามการเก็งกำไร และมีการนำตัวเลขการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำเข้ามาซ้อมรบส่งออกไปด้วย รวมทั้งการส่งออกที่บอกว่าช่วยให้ไตรมาสแรกโต เป็นการบวกจากดุลการค้า ที่ไทยส่งออกน้อย และนำเข้าน้อยกว่า ไทยจึงยังเกินดุลการค้า มีเม็ดเงินเหลือหมุนเวียนอยู่ในระบบให้คึกคัก แต่ระยะยาวหากการนำเข้าโดยเฉพาะสินค้าทุนยังน้อยต่อไป ก็คงไม่มีทุนไปผลิตสินค้าส่งออก
นอกจากนี้ จากการที่ปัจจัยบวกที่ทำให้ไตรมาสแรกโตสูงสุดใน 3 ปี ที่ระบุว่ามาจากท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และ ดุลการค้าที่เป็นบวก สัดส่วนของท่องเที่ยว กับการใช้จ่ายภาครัฐ มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย ที่จะสามารถมีสัดส่วนในการผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้เกินคาดขนาดนั้น โดยจีดีพีประเทศไทยปีละกว่า 11.3 ล้านล้านบาท ตัวขับเคลื่อนหลักที่ผ่านมาจะมาจากการส่งออกสัดส่วนถึงกว่า 60% รองลงไปเป็นการบริโภคในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐ กับรายได้จากภาคบริการ เช่นการท่องเที่ยว มีสัดส่วนอย่างละกว่า 10% เท่านั้น
สำหรับเรื่องที่น่าจะเกินคาดหมายเรื่องต่อไป คือ เรื่องการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ใบอนุญาตที่สอง หลังจากที่กลุ่มเอไอเอส กับกลุ่มทรู เข้ามารับเอกสารเพื่อขอรับใบอนุญาตความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 895-905 เมกะเฮิรตซ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ประกาศให้มีการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบใหม่วันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยที่รายใหญ่อีกราย คือ กลุ่มดีแทค ยืนยันว่าไม่เข้าร่วมประมูลครั้งนี้
งานนี้เชื่อว่าในวันยื่นซองประมูลวันที่ 18 พ.ค. คงยังไม่มีเซอร์ไพรส์จากผู้เข้ายื่นซองประมูล ที่คาดว่าจะมีแค่ 2 ราย คือกลุ่มเอไอเอส กับกลุ่มทรู เข้ายื่นเท่านั้น จากนั้น กสทช.จะพิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมการประมูลวันที่ 19-22 พ.ค. และประกาศผลผู้เข้าร่วมประมูล วันที่ 23 พ.ค. เพื่อเตรียมเข้าห้องประมูลในอีก 4 วัน หรือวันศุกร์ที่
27 พ.ค.
จากนั้นตามลุ้นกันได้ว่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ในการเคาะประมูลใบอนุญาตที่เริ่มในราคาที่สูงสุดโต่ง 7.56 หมื่นล้านบาท ตามที่กลุ่มจัสมินหรือแจสปั่นกระแสไว้ เป็นเซอร์ไพรส์ทางเทคนิค ตามเงื่อนไขของการประมูลครั้งนี้ที่กำหนดให้ต้องมีการเคาะประมูลครั้งละ 152 ล้านบาท วางหลักประกันในการประมูล 5% หรือ 3,783 ล้านบาท หากมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว จะต้องยืนยันการเคาะราคาเดิม และจะได้เป็นผู้ชนะการประมูลไปทันที ส่วนการจ่ายเงินจะแบ่งชำระ 4 ปี ปีแรก 8,040 ล้านบาท ปีที่ 2 และปีที่ 3 ปีละ 4,020 ล้านบาท และปีที่ 4 ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมด งานนี้มีเทคนิคอลน็อกเอาต์







