posttoday
สศช.ชี้เศรษฐกิจฟื้น รัฐไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเพิ่ม

สศช.ชี้เศรษฐกิจฟื้น รัฐไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเพิ่ม

17 พฤษภาคม 2559

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สาเหตุที่ สศช.ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2559 จาก 2.8-3.8% เป็น 3-3.5% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้จ่ายด้านการลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10 มาตรการที่ออกมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558-มี.ค. 2559 โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้มีการใช้จ่ายงบไปแล้ว 1.4 แสนล้านบาท ส่วนงบที่เหลือ 1.15 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างผลักดันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมแล้ว

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สาเหตุที่ สศช.ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2559 จาก 2.8-3.8% เป็น 3-3.5% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้จ่ายด้านการลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10 มาตรการที่ออกมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558-มี.ค. 2559 โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้มีการใช้จ่ายงบไปแล้ว 1.4 แสนล้านบาท ส่วนงบที่เหลือ 1.15 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างผลักดันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมแล้ว

“จากภาวะเศรษฐกิจตอนนี้มองว่า ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว เพียงแต่ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบมาตรการก็เพียงพอ เพราะนอกจากเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐแล้ว การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจอีก 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะเพิ่มจากระดับเฉลี่ย 32-42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2559 เป็นระดับ 35-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีและคาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะเพิ่มเป็น 33 ล้านคน จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 32.5 ล้านคน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย” ปรเมธี กล่าว

ปรเมธี ระบุว่า แม้ว่า สศช.จะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจาก 3.3% เหลือ 3.2% ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกลดลงจาก 3.2% เหลือ 3% และได้ปรับประมาณการการส่งออกปีนี้เป็นติดลบ 1.7% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2% แต่ด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้คาดว่ามูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทจะขยายตัวเป็นบวก ส่วนที่ สศช.ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเป็น 0.1-0.6% จากประมาณการเดิมที่ติดลบ 0.1-0.9% เพราะคาดว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน

“สศช.คงประมาณอัตราแลกเปลี่ยนไว้เท่าเดิมที่ 35.5-36.5 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงยังต้องติดตามสถานการณ์ตลาดเงินในระยะต่อไป เพราะอาจจะมีแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ โดยเฉพาะจากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ปรับเพิ่มดอกเบี้ย” ปรเมธี กล่าว

ปรเมธี กล่าวว่า สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป สศช.เสนอว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญใน 7 ประเด็น ได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของรัฐให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด 2.เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามมาตรการภายใต้กรอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีการอนุมัติไปแล้ว

3.ดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ 4.การฟื้นฟูเกษตรกรและเตรียมเกษตรกรให้มีความพร้อมสำหรับการเพาะปลูก 2559/2560 5.สนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวของการลงทุนเอกชน โดยการผลักดันมาตรการประสิทธิภาพต่างๆ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปแล้ว 6.ดูแลและขับเคลื่อนการส่งออกให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และ 7.ดูแลและส่งเสริม การท่องเที่ยวภายในประเทศให้เป็นแรงส่งเศรษฐกิจให้ได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวที่ 3.2% มาจากการใช้จ่ายของรัฐ โดยเฉพาะงบประมาณจากโครงการประชารัฐที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากเริ่มถึงมือประชาชน ขณะที่การท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

สมคิด กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้รายได้ภาคเกษตรยังไม่ดีนัก เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ก็มีรายได้เสริมจากโครงการของรัฐที่ลงสู่ชนบทฐานราก โดยแนวโน้มของเศรษฐกิจตลอดปีนี้น่าจะฟื้นตัวโดยลำดับ เนื่องจากจะมีเม็ดเงินลงทุนจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเริ่มออกมา การท่องเที่ยวที่ขยายตัวแรงและแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศที่ขยายตัว แต่ยังต้องเฝ้าติดตามการส่งออกอย่างใกล้ชิด เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

“แต่แนวโน้มเศรษฐกิจระดับนี้แม้จะน่าพอใจ เพราะเราเริ่มฟื้นตัวอันเป็นผลจากการวางแผนการใช้จ่ายและการลงทุนล่วงหน้าในแต่ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่เศรษฐกิจปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก” สมคิด กล่าว

นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 2.8% แต่ต้องยอมรับว่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาส 4 ปี 2558 และแม้ว่าการส่งออกสุทธิจะกลับมาแข็งแกร่งเช่นเดียวกับการท่องเที่ยว แต่จะพบว่าการนำเข้าสินค้าที่ลดลงมาก

“จีดีพีไตรมาสแรกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาส 4 ปี 2558 สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังอ่อนแอ และการเติบโตมีความเสี่ยงว่าจะชะลอตัว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ” นลิน กล่าว

นลิน ระบุว่า การประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกของ สศช. ถือว่าใกล้เคียงกับประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. และการคาดการณ์ของเอชเอสบีซี จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายภายในครึ่งแรกของปีนี้

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้