posttoday
โจทย์สำคัญ ของเศรษฐกิจไทยในปี’59

โจทย์สำคัญ ของเศรษฐกิจไทยในปี’59

10 พฤษภาคม 2559

โดย...กอบศักดิ์ ภูตระกูล

โดย...กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ในช่วงต้นปี 2559 ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ตลอดจนความผันผวนในตลาดการเงินโลก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ทยอยกันออกมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงจากเดิม ทำให้หลายคนเมื่อเห็นเช่นนี้ จึงมีคำถามอยู่ในใจว่า “เราควรกังวลใจมากน้อยแค่ไหน และนโยบายที่เหมาะสมของรัฐบาลในช่วงต่อไปควรเป็นอย่างไร”

เราควรกังวลใจมากน้อยแค่ไหน?

ผมขอฟันธงก่อนว่า เป็นเรื่องยากที่ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง เพราะเราเป็นประเทศที่พึ่งพาภาคการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเรา เมื่อจีนมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวได้ล่าสุดเพียง 6.7% อีกทั้งนำเข้าสินค้าลดลง กำลังการผลิตที่เดิมเคยเตรียมไว้สำหรับความต้องการภายในประเทศ กลับต้องหันออกมาส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน นอกจากนี้ตลาดส่งออกที่สำคัญอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทำใจว่าเศรษฐกิจของไทยก็ย่อมชะลอตามเขาไปด้วย และไม่น่าแปลกใจที่สภาพัฒน์ แบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จะออกมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3.0-3.3%

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ ท่ามกลางการปรับลดประมาณการดังกล่าว ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของไทยยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ขณะที่การส่งออกของเราติดลบในบางเดือน แต่เมื่อนำไปเทียบกับประเทศต่างๆ การส่งออกของไทยยังถือว่าติดลบน้อยกว่า
ประเทศอื่นๆ ยอดการขอสนับสนุนการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามากกว่าเท่าตัว ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 15.5% และดูเหมือนกับว่าเงินจากต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาไทยและกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกรอบหนึ่ง หลังนักลงทุนประเมินใหม่ว่าเฟดคงจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะเริ่มกระบวนการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น

นโยบายที่เหมาะสมของรัฐในช่วงต่อไปควรเป็นอย่างไร?

จากตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้ ผมขอฟันธงต่อไปว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาในระบบเศรษฐกิจโลกบ้าง แต่ก็น่าจะอยู่ในฐานะที่จะพอรับมือได้ โดยนโยบายของภาครัฐประกอบด้วยนโยบายสองกลุ่ม

กลุ่มแรก คือ นโยบายที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่รัฐบาลจะเลือกใส่เงินลงไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่สำคัญ ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพอลื่นไหลไปได้ ในยามที่เศรษฐกิจโลกฝืดเคือง ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ที่จะนำเม็ดเงินลงไปยังกลุ่มผู้ที่ได้ผลกระทบ ทั้งในส่วนของฐานรากในชนบท เกษตรกร ชุมชน SME ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามนโยบายในกลุ่มนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งทำเป้าให้เศรษฐกิจไทยโตได้เท่านี้เท่านั้น แต่มีเป้าหมายหลักคือการช่วยให้ทุกคนสามารถอยู่ได้ ก้าวไปข้างหน้าได้ ผ่านช่วงเวลาของความผันผวนไปได้

กลุ่มที่สอง คือ นโยบายที่จะวางอนาคตให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของ (1) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นทางหลวง โครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง การขยายต่อสนามบินและท่าเรือ รถไฟใต้ดิน ตลอดจนโครงข่ายโทรคมนาคมยุคใหม่ เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ของไทยเข้าด้วยกัน และต่อโยงไปยัง AEC จีน และอินเดีย และทำให้ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับต่างชาติที่มองหา สถานที่ที่จะจัดตั้ง International Headquarter และ Trading Center (2) การสร้างนักรบเศรษฐกิจใหม่ (ที่เรียกว่า Start Up) การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผ่านการลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยต่างๆ รวมทั้ง การสร้าง Super Eastern Seaboard ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งนักรบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้น ออกดอกออกผล กลายเป็นหลักสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยในช่วง 20 ปีหลัง

และ (3) การปรับสมดุลของประเทศ จากการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไปสู่การสร้างฐานใหม่ของเศรษฐกิจที่เน้นการพัฒนาฐานราก ชนบท และภาคเกษตรของไทย ควบคู่ไปกับการส่งออก ทำให้ประเทศไทยมีสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการพึ่งพาในประเทศกับต่างประเทศ โดยผ่านนโยบายต่างๆ เช่น การสนับสนุนการท่องเที่ยวท้องถิ่น การพัฒนา 1 ตำบล 1 SME การพัฒนาระบบ e-commerce ให้กับชุมชนต่างๆ ตลอดจนการขับเคลื่อนผ่านโครงการประชารัฐ ที่ภาคเอกชนดำเนินการร่วมกับชุมชน จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

การจะจัดความสำคัญระหว่างนโยบายสองกลุ่มนี้ให้เหมาะสม เราต้องมองให้ทะลุถึงโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยว่าอยู่ตรงไหน

ในประเด็นนี้ หากเรามองย้อนกลับไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาวิ่งตามเพื่อนบ้านไม่ทัน โดยปี 2558 ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 2.8% (ทั้งๆ ที่เราใส่มาตรการต่างๆ ลงไปมากมาย) เพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซียสามารถขยายตัวได้ประมาณ 5% อินโดนีเซียขยายตัวประมาณ 5% ฟิลิปปินส์ขยายตัวประมาณ 6%

หลายคนถามว่า ทำไมประเทศอื่นขยายตัวได้ แต่เราขยายตัวไม่ได้ หลังจากผมได้พยายามไตร่ตรองมาหลายรอบ คำตอบสรุปลงได้ว่า “โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยของเราเก่าเกินไป” เราทะเลาะกันมา 10 ปี โดยไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ได้ใส่ใจกับความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นที่ฐานราก ทำให้เราต้องพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจว่าเศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถออกตัว ไม่สามารถวิ่งไปข้างหน้าได้ เช่นเดียวกับเพื่อนๆ

คำตอบดังกล่าวมีนัยอย่างกว้างขวาง เพราะหมายความต่อไปว่า โจทย์เศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยสำหรับ 2 ปีข้างหน้า ไม่ได้อยู่ที่จะเอาเป็นเอาตายเรื่องการทำเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่การมุ่งมั่นจริงจังกับการสร้างอนาคตให้กับประเทศ โดยอาศัยโอกาสที่เปิดขึ้นในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศที่เรายังขาดอยู่ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานราก ที่จะเป็นฐานสำคัญในการแข่งขันให้กับประเทศต่อไป เพื่อว่าเมื่อหลังจากการเลือกตั้งแล้ว ประเทศไทยของเราจะมี Platform เศรษฐกิจใหม่ พร้อมแข่งขันกับทุกคน

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI