
'อีกนิด พิชิตเอดส์' ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
ย้อนหลังกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. 2543 หรือประมาณ 16 ปีที่แล้ว จากการประชุมสุดยอดสหัสวรรษของสหประชาชาติ (Millennium Summit) ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก 189 ประเทศ ได้ให้คำรับรองปฏิญญาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดวาระการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคนและลดช่องว่างการพัฒนาให้เป็นจุดเริ่มต้นศตวรรษใหม่ โดยผู้นำรัฐได้ตกลงตั้งเป้าหมายในการพัฒนาที่ทุกประเทศจะต้องบรรลุให้ได้ภายในปี 2558 เป้าหมายดังกล่าวเรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals โดยหนึ่งในเป้าหมายที่ได้ถูกตั้งขึ้นก็คือการต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมาลาเรียและเอดส์ รวมทั้งโรคร้ายแรงอื่นๆ
ย้อนหลังกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. 2543 หรือประมาณ 16 ปีที่แล้ว จากการประชุมสุดยอดสหัสวรรษของสหประชาชาติ (Millennium Summit) ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก 189 ประเทศ ได้ให้คำรับรองปฏิญญาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดวาระการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคนและลดช่องว่างการพัฒนาให้เป็นจุดเริ่มต้นศตวรรษใหม่ โดยผู้นำรัฐได้ตกลงตั้งเป้าหมายในการพัฒนาที่ทุกประเทศจะต้องบรรลุให้ได้ภายในปี 2558 เป้าหมายดังกล่าวเรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals โดยหนึ่งในเป้าหมายที่ได้ถูกตั้งขึ้นก็คือการต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมาลาเรียและเอดส์ รวมทั้งโรคร้ายแรงอื่นๆ
ช่วงเริ่มต้นของสหัสวรรษใหม่เป็นช่วงเวลาที่มีคนเคยเปรียบเทียบโรคเอดส์ว่าเหมือน “รถไฟที่ไม่มีเบรก” การนำเอาเป้าหมายในการต่อสู้กับโรคเอดส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Millennium
Development Goals ก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับทุกภาคส่วน และนับเป็นเป้าหมายที่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักจากหลายฝ่าย เนื่องจากความเกรงกลัวที่จะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้
เพราะโรคเอดส์เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับทุกคนที่รับรู้และได้สัมผัส เป็นโรคร้ายที่มิได้นำไปสู่ความสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่ผลกระทบทางอ้อมที่พวกเราทุกคนได้เห็นก็คือการลิดรอนสิทธิ ความไม่เท่าเทียม และไม่เสมอภาคที่สังคมมอบให้ต่อผู้ที่ประสบปัญหาจากโรคร้ายนี้ เมื่อประเด็นดังกล่าวถูกนำมาเสนอและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้เริ่มขยับตัวเพื่อที่จะช่วยกันหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวและการต่อสู้กับโรคเอดส์นี้ก็ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
จากรายงานของ UNAIDS หน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ที่มีชื่อว่าโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งดำเนินการเพื่อยุติปัญหาเอดส์ มีตัวเลขแสดงให้เห็นว่า ณ จุดนี้ เราจะเห็นจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ติดเชื้อ HIV ในแต่ละปีลดลงถึง 35% รวมทั้งจำนวนเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีที่มีเชื้อ HIV ในแต่ละปีก็ลดลงถึงกว่า 58% ถ้าหากเปรียบเทียบกับตัวเลขเมื่อ 15 ปีที่แล้ว นอกจากนี้แล้วจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงและได้รับการรักษาโรคด้วยยาต้านไวรัสนี้มีสูงถึง 15 ล้านราย เปรียบเทียบกับไม่ถึง 7 แสนราย เมื่อต้นสหัสวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถ้าเราเอาแค่ตัวเลขนี้มาเป็น Benchmark ก็ดูเหมือนว่าเป้าหมายในการต่อสู้กับโรคเอดส์ที่ได้ตั้งไว้จะไปได้สวย
ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเองก็ประสบความสำเร็จจนได้รับการยกย่องจากนานาประเทศทั่วโลกในการเป็นแบบอย่างที่ดีของการแก้ปัญหาเอดส์ ไม่ว่าจะเป็น “โครงการถุงยางอนามัยร้อยเปอร์เซ็นต์” โครงการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัสฯ เมื่อพบการติดเชื้อ HIV ในทุกระดับภูมิคุ้มกัน (CD4) และเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เพิ่งประกาศความสำเร็จโครงการลดการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกเหลือต่ำกว่าร้อยละ 2 ซึ่งมีเพียงแค่สองประเทศทั่วโลกที่มาถึงจุดนี้ได้ (อีกประเทศ คือ คิวบา) ขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในกลุ่มประชากรทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 1.1
แม้จะดูว่าประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์เอดส์ได้ดีแล้ว แต่กลับพบว่ามีประชากรบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสในสังคมอย่างเท่าเทียม หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกลับมีอัตราการติดเชื้อ HIV ที่สูง ซึ่งบางกลุ่มประชากรสูงถึงร้อยละ 40
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความท้าทายอันใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainable Development Goal ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้น ก็คือการกำจัดโรคร้ายนี้ให้หมดสิ้นภายในอีก 15 ปีต่อจากนี้ไป
เนื่องด้วยทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างประสบปัญหาและความยุ่งยากอื่นที่ซับซ้อนและท้าทายอื่นๆ เคียงคู่และแข่งขันร่วมกับปัญหาเอดส์ การตัดสินใจและการลงทุนที่เหมาะสม ณ ตอนนี้จึงจะสามารถยุติปัญหาเอดส์ได้อย่างแท้จริง เพื่อให้สิ่งที่ได้ดำเนินมาในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาถูกสานต่ออย่างมีเป้าหมายชัดเจน หน่วยงาน UNAIDS ของสหประชาชาติ จึงได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์สำหรับช่วง 5 ปีนี้ขึ้นมา (พ.ศ. 2559-2564) โดยจะใช้วาระการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติ เรื่อง HIV/เอดส์ ช่วงกลางปีนี้ระหว่างวันที่ 8-10 มิ.ย. 2559 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ นำเข้าที่ประชุมด้วย
หากถามว่าแผนดำเนินงานอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Fast-Track คืออะไร ก็ขออธิบายตามแผนยุทธศาสตร์ ที่ UNAIDS วางแผนในระหว่างปี 2559-2564 คือ การช่วยเหลือผู้คนที่ไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในสังคม และถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการ ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด แรงงานข้ามชาติ รวมทั้งเยาวชน โดยตั้งเป้าตามสากลที่องค์การสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีมติร่วมกันว่าภายในปี 2563 จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย 90-90-90 คือ 1) มีคนร้อยละ 90 รับรู้สถานะการติดเชื้อเอชไอวีของตน 2) ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 90 ได้รับการรักษาโรคด้วยยาต้านไวรัสฯ อย่างต่อเนื่อง และ 3) ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 90 ที่ได้รับการรักษาโรคด้วยยาต้านไวรัสฯ สามารถควบคุมจำนวนไวรัสในระดับต่ำที่สุด
ถ้าประเทศใดก็ตามที่ไม่มีแผนดำเนินงานอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Fast-Track ในการตอบโต้เพื่อยุติปัญหาเอดส์นั่นหมายถึงการที่ประเทศนั้นๆ มีต้นทุนในเชิงเศรษฐกิจของประเทศและต้นทุนเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่สูงมากขึ้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะเติบโตจนกลายเป็นหนี้จำนวนมหาศาลที่ไม่มีวันที่จะชำระคืนได้เลย และจะส่งผลให้ประเทศล้มเหลวที่จะไปถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อการยุติปัญหาเอดส์ … นี่คือฝันที่คนไทยต้องการเห็นจริงหรือ
ผมเองได้มีโอกาสพูดคุยและศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว ซึ่งทำให้ผมได้ทราบว่านับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “ระยะเปลี่ยนผ่านของแหล่งทุนใหญ่จากต่างประเทศ” อันเนื่องมาจากที่ประเทศเราได้ปรับดัชนีรายได้ขึ้น ทำให้ภาคประชาสังคมซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทค่อนข้างสำคัญ และเป็นกลไกในการเข้าถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและกลุ่มสุ่มเสี่ยงอย่างแท้จริงจะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจาก Global Fund อีกต่อไป
นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลทีเดียว เพราะแม้ว่าปัจจุบันเรากำลังพาประเทศเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการจะเป็นประเทศปลอดเอดส์แล้ว จากเหตุผลด้านบนดังกล่าวทำให้เราต้องหันมาพึ่งพาตนเองในการที่จะต้องระดมทุนจากภายในประเทศไทย และจะต้องวางแผนอย่างมีระบบด้วยกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความราบรื่นและความยั่งยืนในการทำงาน โดยสถิติหนึ่งที่ทาง UNAIDS เขาบอกไว้อย่างน่าสนใจก็คือ บางกลุ่มประเทศกันงบประมาณสนับสนุนการแก้ไขปัญหา HIV และเอดส์ไว้เพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น สำหรับการจัดทำแผนป้องกันแบบ Preventive ในขณะที่ผลการสำรวจในหลายๆ ประเทศบอกว่าการใช้งบประมาณในส่วนของการทำ Preventive Programmes ต่างๆ นั้นมีประสิทธิผลเม็ดเงินที่ใช้มากกว่าการติดตามแก้ไขปัญหาและรักษาเสียอีก
เวลา 15 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มากแล้ว ทั้งๆ ที่เราเองก็ยังไม่ได้มีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นในฐานะคนไทยคนหนึ่งและผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่ง ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราทุกคน รวมทั้งภาคธุรกิจจะต้องมามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคมในการจัดการปัญหานี้ เพื่อให้สามารถไปสู่จุดมุ่งหมายที่ลงนามร่วมกับประชาคมโลก และเชื่อว่าถ้าเป็นเช่นนี้แล้ววาระที่ทาง UNAIDS วางไว้สำหรับ 15 ปีต่อจากนี้คงเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป
หมายเหตุ : ถ้าหากท่านที่อ่านบทความนี้แล้วสนใจหาข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านดูรายงานของ UNAIDS ได้ที่ลิงค์นี้ http://www.unaids.org/en/resources/documents/2016/HIVpreventionHLM2016AIDS ที่มีสรุปสถานการณ์และตัวเลขบางอย่างเอาไว้ให้กลับไปคิดดูครับ







