"ค้านต่างชาติสังเกตการณ์" ประชามติเป็นเรื่องภายใน ไทยจัดการเองได้
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือประชามติ องค์กรระหว่างประเทศไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามเรื่องภายในประเทศ
โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ
นับถอยหลังสู่วันลงประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 นั่นหมายถึง ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่สถานการณ์ความเห็นต่างยังมาคุร้อนระอุตามสภาพอากาศ มีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติในประเทศไทยเพื่อความมั่นใจ และเพื่อความโปร่งใส ภายใต้รัฐบาลทหาร ซึ่งการสังเกตการณ์อาจจะเป็นเรื่องปกติ และสามารถกระทำได้ หากการเข้ามานั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง หรือเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในประเทศ
อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ต่างประเทศจะเข้ามาสังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควร เพราะการทำประชามติเป็นเรื่องการบริหารปกครองภายในประเทศ ที่สามารถแก้ปัญหากันเองได้ และการเข้ามาของต่างชาติ นั่นหมายถึงความไม่ไว้วางใจ กกต.ที่จะบริหารจัดการประชามติ
“ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือประชามติ องค์กรระหว่างประเทศไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามเรื่องภายในประเทศที่เราควรบริหารจัดการกันเอง เพราะนโยบายการปกครองจะต่างกับนโยบายทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่จะต้องร่วมมือกับต่างประเทศในมิติต่างๆ นอกจากนี้เราไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่าการเข้ามาของต่างชาติจะโปร่งใสหรือไม่ อาจจะมีล็อบบี้ยิสต์เข้ามาเกี่ยวข้องเกิดการแซงก์ชั่น ส่งผลกระทบโดยรวมต่อประเทศโดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจได้ ที่สำคัญเราควรชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจและเห็นถึงความโปร่งใสถึงการบริหารจัดการ หรือกระบวนการขั้นตอนการทำประชามติต่างๆ ซึ่งเราอาจสื่อสารผ่านสื่อก็ได้”
ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การสังเกตการณ์จากต่างประเทศยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นเพียงปัญหาการเมืองภายในเท่านั้น ซึ่งควรจะได้รับการจัดการกันเองของคนภายในประเทศ ทั้งนี้กรณีที่จะมีผู้เข้ามาสังเกตการณ์นั้นจะเป็นลักษณะการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งรุนแรงมากถึงขั้นที่ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้ หรือมีเวทีภายในประเทศที่จะจัดการได้ เช่น การเลือกตั้งในกัมพูชา หรือจะเป็นเรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่างๆ วันนี้เองประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น
ยุทธพร กล่าวว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยคนไทยด้วยกันเอง สถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ถึงขั้นความรุนแรง หรือละเมิดกติกาที่รุนแรงต้องให้บุคคลภายนอกเข้ามา
ดังนั้น คู่ขัดแย้งควรจะมีเวทีสำหรับการพูดคุย ซึ่ง คสช.และ กรธ. ควรเปิดพื้นที่ให้คนสามารถแสดงความเห็นได้ มิเช่นนั้นจะหลีกหนีไม่พ้นที่เขาจะหันไปหาที่พึ่งภายนอกประเทศที่จะเรียกร้องให้นำตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์ วันนี้ถ้าเรามีพื้นที่การแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่มีการเรียกร้องไปยังบุคคลภายนอก
เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวว่า โดยหลักการลงคะแนนเลือกตั้งต่างๆ เป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องให้ต่างประเทศเข้ามา เว้นแต่ว่ากังวลว่าการเลือกตั้งหรือการลงคะแนนไม่ยุติธรรม หรือจะเป็นเหตุไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุที่จะก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ เหตุเหล่านี้จึงจะไปขอให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นพยาน แต่ตนเห็นว่าการลงประชามติไม่ได้มีว่าใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และประเทศไทยไม่ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ไม่มีเหตุที่จะเห็นว่าไม่เป็นธรรม
เสรี ระบุว่า เรื่องเหล่านี้ประเทศไทยควรจะต้องได้การยอมรับ ถ้าไปเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามา จะกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นไม่เป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้ต่างชาติก็ไม่ยอมรับไปด้วย จะไม่เกิดความเคารพกัน ถ้าเราไปเอาต่างประเทศเข้ามาจะกลายเป็นว่าเมืองไทยไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียความเชื่อมั่นของประเทศ จะกลายเป็นเรื่องการเมืองไปหมด ผมว่าเรื่องเหล่านี้ควรมีเหตุมีผล ประเทศเราถ้าขาดความเชื่อถือแล้วใครจะมาคบค้าสมาคม จะระแวงไปหมด จะไม่เกิดการค้าการลงทุน เขาจะมองว่าประเทศไม่สงบเรียบร้อยมีแต่ความ
ขัดแย้ง แม้แต่จะทำประชามติยังทะเลาะกันเลย เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะทางการเมือง แต่เป็นการดิสเครดิตประเทศ ดิสเครดิต คสช. รัฐบาล เป็นการทำร้ายกันเอง
สดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้เขาเข้ามา แต่เชื่อว่าเขาต้องขอเข้ามาแน่ เพราะเห็นได้จากหลายประเทศที่ทุกครั้งหลังจากการปฏิวัติ รัฐประหาร และจะมีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งถือว่ากำลังเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยเขาก็จะขอเข้ามาเอง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะมาบงการอะไรเรา เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่มย่ามต่อระบบความมั่นคงประเทศได้
ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยหลังจากรัฐประหารปี 2549 และปี 2550 เราจะมีการทำประชามติและการเลือกตั้ง ช่วงนั้นก็มีองค์กรต่างชาติเข้ามาขอสังเกตการณ์เช่นกัน โดยที่เราไม่ได้ร้องขอ และ คมช.ขณะนั้นก็ให้อิสระ กกต.ในการตัดสินใจที่จะให้เขาเข้ามา เพราะมั่นใจการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ สุจริต ซึ่งการเข้ามาขององค์กรเหล่านี้เขาจะเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยเราจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกให้และบอกถึงเรื่องความปลอดภัยของการลงพื้นที่ต่างๆ ที่อันตราย
“สิ่งที่เราได้รับกลับมาหลังจากที่องค์กรต่างชาติเข้ามาดูและสังเกตการณ์นั้น คือ การชมเชยว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้ง การทำประชามติได้ดี ดังนั้นเราไม่มีอะไรที่ต้องไปกีดกันไม่ให้เขาเข้ามา ตอนนั้นเราก็คิดเหมือนกันว่าเข้ามาแล้วจะมาไม้ไหนกัน แต่เมื่อเรามั่นใจในการเลือกตั้งว่าสุจริต บริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใคร ถ้าเขารายงานก็จะรายงานตามข้อเท็จจริง แต่ถ้าเขารายงานเท็จเราก็สามารถแจ้งต่อนานาชาติได้ ว่าสิ่งที่เขารายงานไปคือความเท็จ แต่สิ่งที่เราได้คือการส่งเสริม เช่น ถ้า คสช.จะอยู่ต่ออีก 5 ปีก็จะทำให้ คสช.ได้รับการสนับสนุนยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่ให้เขาเข้ามาดูอาจะถูกมองว่าเรามีวาระอะไรแอบแฝงหรือไม่”สดศรี กล่าว


