posttoday
จากการทดลองสู่ธุรกิจทำเงิน

จากการทดลองสู่ธุรกิจทำเงิน

30 เมษายน 2559

ภวัฒน์ยังเคยทดลองทำยาขัดรองเท้า เพราะอยากทำแข่งกับ “กีวี” ยาขัดรองเท้าชื่อดังของโลก

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

ภวัฒน์ยังเคยทดลองทำยาขัดรองเท้า เพราะอยากทำแข่งกับ “กีวี” ยาขัดรองเท้าชื่อดังของโลก กลายเป็นเรื่องปวดหัวให้ภวัฒน์ เพราะเขานำยาขัดรองเท้าที่เขาทำขึ้นไปลองใช้กับรองเท้าหนังของเพื่อนๆ แรกๆ เพื่อนพอใจมากเพราะทาปั๊บรองเท้าเงาวับทันที ไม่ต้องขัดถูหลายครั้ง แต่พอใช้ได้ไม่ถึงสัปดาห์รองเท้าเพื่อนๆ ก็เริ่มแตกเป็นลายหนังงู สุดท้ายแตกเป็นลายหนังจระเข้ จนเพื่อนๆ เรียกร้องค่าเสียหายทั้งจริงๆ จังๆ บ้าง ทีเล่นทีจริงบ้าง

หลายคนโดนพ่อแม่ดุด่า ตอนที่เพื่อนฝูงกลุ่มนี้จะกระเซ้าเย้าแหย่เป็นที่สนุกสนานกับวันวานที่ขมปนหวาน มาเป็นวันนี้ที่มีสีสัน อดยิ้มไม่ได้กับวันนั้น ภวัฒน์มักเล่าประสบการณ์ในการค้นคว้าทดลองของเขาให้น้องๆ และนักศึกษาหลายแห่งที่ไปสอนด้วยความสนุกสนาน

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายตัวที่ภวัฒน์ลงมือคิดค้น เช่น แชมพูสระผมผสมมะกรูด ไม้ปิงปองยางแก้วลายขรุขระ และยางลบหมึก เป็นต้น ได้ทดลองผลิต ทดลองใช้ แต่ขายไม่ได้สักอย่าง!

แม้วันนี้ภวัฒน์จะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเหมือนเอดิสัน แต่ห้องทดลองในบ้านส่งผลให้เขาเป็นผู้ค้นพบเทคโนโลยีระดับโลกหลายอย่าง จนทำให้สามารถผลิตสินค้าส่งขายไปทั่วโลกได้อย่างภาคภูมิใจในปัจจุบัน ผมคิดว่าทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น เช่น มีคำพูดว่า คิดก่อนได้ก่อน คิดทีหลังได้ทีหลัง ไม่คิดก็จะไม่ได้อะไรเลย

เมื่อมีภวัฒน์ดูแลสูตรยาง มีลุงซู่คอยแนะนำ ผมตัดสินใจเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมยางทันที โดยดัดแปลงมุมหนึ่งของโรงงานฟอกหนังเก่าของผมที่เลิกกิจการไปแล้วเป็นพื้นที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ไปซื้อเครื่องรีดยางและเครื่องปั๊มยางเก่าจากโรงงานของเพื่อนลุงซู่ในราคาค่อนข้างถูกมาผลิตพื้นยางรองเท้าและตั้งชื่อโรงงานนี้ในภายหลังว่า “โรงงานผลิตภัณฑ์ยางอรุณ”

ในการเข้าสู่ธุรกิจยางช่วงเริ่มต้นนั้นเป็นการผลิตพื้นยางรองเท้า เพื่อส่งต่อให้กับร้านค้า หรือโรงงานทำรองเท้า เมื่อผลิตพื้นยางรองเท้าไปได้สักพัก ผมก็ขยับไปทำยางล้อรถเข็น คนที่ทำหน้าที่ติดต่อเป็นพนักงานขายหรือเซลส์แมน คือ วราพิณ บางทีผมกับภวัฒน์ก็ทำหน้าที่นั้นด้วย แต่หลักๆ แล้วเป็นหน้าที่ของวราพิณ เพราะผมกับภวัฒน์มักประจำอยู่โรงงาน เป็นฝ่ายผลิต นอกจากทำการผลิตแล้วยังต้องออกไปตระเวนหาซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน

ยางที่เราตระเวนซื้อตามแหล่งต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นยางเกรดดีที่รีดออกมาเป็นแผ่นๆ แบบที่โรงงาน อื่นๆ ทำกัน แต่ผมใช้ “ขี้ยาง” หรือยางกะลา ซึ่งขี้ยางที่ใช้นี้ไม่ได้มีวางขาย แต่ต้องไปตระเวนหาซื้อ ตามร้านขายยางดิบที่ จ.ระยอง หรือจันทบุรี

เราสองพ่อลูกต้องขับรถกระบะเก่าตะลอนผ่านถนนสุขุมวิทสายเก่าเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ราวตี 4-5 และกว่าจะกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน เพื่อไปหาซื้อขี้ยางมาใช้เป็นวัตถุดิบ เหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ต้องสู้ เพื่อให้ต้นทุนถูกลง โชคดีว่าไม่ต้องเดินทางไปบ่อยๆ เราเดินทางไปตามร้านขายยางดิบเดือนละครั้งสองครั้ง ในอดีตก่อนที่ผมกับภวัฒน์จะไปขอซื้อ ร้านขายยางดิบมักนำเศษยางพวกนี้ไปทิ้ง แต่การที่ผมไปขอซื้อทำให้พวกเขายินดีและเต็มใจเก็บเศษยางไว้ให้

จากการทดลองสู่ธุรกิจทำเงิน

 

พวกเขาเก็บเศษยางที่เหลือใช้เหล่านี้ไว้ แล้วนำมารวมกันเป็นกระสอบๆ ขายให้ผมในราคากระสอบละ 200-300 บาท การซื้อขี้ยางช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายส่วนที่เป็นต้นทุนลงได้มาก

ทั้งนี้ การนำขี้ยางที่มีความชื้นสูง มีความเหนียวไม่แน่นอนมาเป็นวัตถุดิบไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อ 40 กว่าปีก่อน อาศัยว่าภวัฒน์มีความสามารถในการผสมสารเคมีบางอย่างลงไป จึงทำให้เราใช้ประโยชน์จากขี้ยางได้อย่างดี

ขณะนั้นลูกๆ กำลังกินกำลังนอนกันทุกคน ไหนจะค่ากิน ค่าเรียน ทำให้ลำบากมาก มีเงินเข้ามาก็ต้องนำไปซื้อวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน วัตถุดิบส่วนใหญ่ซื้อใช้วันต่อวันเป็นเงินสด ของเยอะวราพิณก็จะขับรถกระบะไปซื้อ วัตถุดิบที่ใช้น้อยก็ให้ลูกๆ ที่โตหน่อยไปซื้อ ครั้งละประมาณกิโลกรัม แล้วหิ้วขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ในขณะที่ทางบ้านก็ต้องกินต้องใช้ แต่ยังโชคดีอยู่บ้างตรงที่ร้านขายหมู ขายผัก แถวบ้านผมให้เครดิตกับครอบครัวเรา และมองว่าบ้านผมเป็นลูกค้ารายใหญ่

ที่ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่เพราะถ้าวันไหนสินค้าซึ่งเป็นของสดของร้าน เช่น เนื้อสัตว์หรือผักสดขายไม่ได้หรือขายไม่ดี หากไม่ขายก็ต้องเน่าเสีย เขาจะนำมาโละขายให้ที่บ้านของผม เพราะรู้ว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกเยอะ อย่างไรก็ต้องกินต้องใช้ เมื่อเขาต้องการขายเพราะกลัวของเสีย ถึงผมจะไม่มีเงินซื้อ เขาก็ยินดีจะขายเชื่อให้ คงคิดแล้วว่า ได้ขายดีกว่าปล่อยให้เน่าเสีย แล้วสุดท้ายก็ต้องทิ้ง ไม่ได้เงิน เอามาขายให้ผม ได้ช้าแต่ก็ยังได้แน่นอน

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของผมเป็นประจำจนเป็นที่รู้กันทั่วว่า ถ้าวันไหนแม่ค้าพ่อค้าเรียกบ้านเราไปเอาของ นั่นหมายความว่าเราจะมีของกิน โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินให้ก่อน สำหรับคนมีเงินคงไม่เลือกซื้อสินค้าแบบนี้ แต่สภาพของผมในตอนนั้น ร้านค้ายอมให้เรานำของไปกินไปใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก่อน เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพื่อประคองชีวิตให้รอดพ้นจากความหิวและอดอยาก

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน