
ทางรอดแรงงาน เพิ่มทักษะเทคโนโลยี
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย : กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ตัวอย่าง พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 60.6% ไม่มีเงินเก็บออม มีเพียง 39.4% เท่านั้นที่มีการออม โดยส่วนใหญ่จะออมอยู่ที่ 5.9% ของรายได้ หรือเฉลี่ย 730 บาท/เดือน ส่งผลให้สถานภาพของแรงงานไทยส่วนใหญ่ 95.9% มีภาระหนี้สิน
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย : กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ตัวอย่าง พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 60.6% ไม่มีเงินเก็บออม มีเพียง 39.4% เท่านั้นที่มีการออม โดยส่วนใหญ่จะออมอยู่ที่ 5.9% ของรายได้ หรือเฉลี่ย 730 บาท/เดือน ส่งผลให้สถานภาพของแรงงานไทยส่วนใหญ่ 95.9% มีภาระหนี้สิน
“สถานภาพแรงงานไทยแย่สุดในรอบ 8 ปี เพราะส่วนใหญ่มีปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องหันไปพึ่งการกู้นอกระบบ ส่งผลให้การกู้หนี้นอกระบบมีสัดส่วนการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นเกินครึ่งของการกู้หนี้
ในระบบ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะจะสะท้อนกลับมายังความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้ว่าภาระหนี้ของแรงงานไทยจะรวมกันแล้วมีมูลค่ายังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้า การลงทุนของภาคธุรกิจ แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้แรงงานกลุ่มติดอยู่ในวังวนอุบาทว์ของการกู้หนี้นอกระบบ ได้” ธนวรรธน์ กล่าว
ขณะที่ผลสำรวจทัศนะต่อโอกาสในการตกงานของแรงงานไทยในปี 2559 พบว่า ส่วนใหญ่ 54.2% กังวลว่าจะมีโอกาสตกงานในระดับมากถึงมากที่สุดรวมกันถึง 54.2% และมองว่า 66.2% โอกาสในการเปลี่ยนงานใหม่ได้ยาก ยากมาก ไปจนถึงแทบไม่มีโอกาสเลย นอกจากนี้ แรงงาน 95.7% คิดว่าควรจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยมาอยู่ที่ 356.76 บาท ขณะที่ผลสำรวจกลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ 600 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 18-23 เม.ย. 2559 พบว่า ส่วนใหญ่ 71.4% ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากสภาพธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว
“แรงงานรู้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจดี และความกังวลเกี่ยวกับโอกาสการตกงานมีสูง ส่วนใหญ่จึงเห็นว่าควรปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพและตามกลไกตลาดที่แท้จริง เช่น ปรับขึ้นให้ทันกับค่าสาธารณูปโภค ราคาอาหาร ค่าเดินทาง อัตราดอกเบี้ยและค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น” ธนวรรธน์ กล่าว
ด้าน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “การปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 กับทิศทางตลาดแรงงาน”
ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงาน สสค. กล่าวว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 นี้ ห่างจากครั้งที่ 3 เพียงไม่กี่ปี เพราะจากเดิมการเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา ซึ่งส่วนตัวมองว่าอนาคตภาคอุตสาหกรรมจะนำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานทดแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น รวมถึงระบบอินเทอร์เน็ตจะมีความรวดเร็วจนทำให้บางอาชีพหายไป เช่น ธุรกิจออฟฟิศ งานติดตั้ง งานสายพานการผลิต
สำหรับอาชีพที่จะคงอยู่และได้รับการจ้างงานมากขึ้น คือ วิศวกรรม การออกแบบ สถาปัตย์ วิทยาศาสตร์ การบริหารธุรกิจ และฝ่ายขาย เพราะอาชีพเหล่านี้ต้องใช้ทักษะทางความคิดมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่อาจยังไม่สามารถทำได้
ดังนั้น การเตรียมรับมือแก้ปัญหานี้ รัฐบาล บุคลากรของประเทศต้องช่วยกันพัฒนาระบบทักษะทางความคิดให้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อน โดยคิดงานแต่ละประเภทให้มีความสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการที่หน่วยงานหลักในการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ต้องหาวิธีพัฒนากระบวนการความคิด ทักษะเยาวชนให้เรียนรู้ในระบบการศึกษามากขึ้น มิฉะนั้น ภายใน 5 ปี ต่อจากนี้ตลาดแรงงานไทยจะมีความล้าสมัย เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว
ไกรยส กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลความสนใจทางด้านการทำงานของเยาวชนรุ่นใหม่ปัจจุบัน มีความสนใจที่ต้องการจะเป็นผู้บริหารองค์กรเพียง 20% เพราะความคิดของคนรุ่นใหม่ปัจจุบันที่เหลือมีความต้องการอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้นการพัฒนาเรื่องนี้กระทรวงแรงงานที่เป็นหน่วยงานหลักต้องเข้ามาช่วยพัฒนาทักษะงานด้านนี้ให้มากขึ้น
“การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่สามารถใช้คำว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กได้แล้ว แต่ปัจจุบันปลาเร็วสามารถกินปลาช้าได้ ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องลงไปช่วยคิดพัฒนาบุคลากรด้านแรงาน มิฉะนั้น ถ้ากลุ่มแรงงานล้มเหลว ประเทศก็จะล้มตามไปด้วย” ไกรยส กล่าว
จินางค์กูร โรจนนันต์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่มีความรวดเร็วนี้ การพัฒนาทางธุรกิจควรควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การทำงานมีศักยภาพเต็มที่ ส่วนการพัฒนาด้านความรู้ทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมรัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันพัฒนาบุคลากรที่จะป้อนเข้าสู่ตลาดให้มีความชำนาญเชี่ยวชาญมากขึ้น เพราะถ้าอุตสาหกรรมไทยยังสนับสนุนแต่การเพิ่มจำนวนกำลังคน แต่ไม่พัฒนาด้านทักษะแรงงานให้มีคุณภาพ อนาคตประเทศไทยอาจเสียสัดส่วนพื้นที่อุตสาหกรรมให้แก่ประเทศอื่นได้
ด้าน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในยุคปัจจุบันที่โลกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้นนี้ ด้านแรงงานควรพัฒนาส่งเสริมให้บุคลากรมีทักษะความคิดใหม่ๆ มากขึ้น ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่วางแผนการปฏิรูป 20 ปี ที่ประเทศไทยต้องควรติดตามและใส่ใจรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลก
ดังนั้น เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน โดยระยะสั้นจะต้องมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ให้มากขึ้น โดยที่รัฐก็จะช่วยปรับปรุงในเรื่องกฎหมายเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนระยะกลางต้องพัฒนาเยาวชนที่จะเป็นบุคลากรแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคตให้พร้อมรับการปรับตัวของเทคโนโลยี และระยะยาวการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีต้องทำควบคู่กับเรื่องกำลังคนไปด้วย ทั้งทักษะการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ การใช้ภาษา รวมถึงปลูกฝังสร้างวินัยการทำงานให้มากขึ้น







