
เอสเอ็มอี แม่ทัพเศรษฐกิจไทย
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “SME สร้างชาติ” ในงาน “SME Matching Day 2016 : มหกรรมจับคู่ดี เอสเอ็มอี แห่งชาติ” จัดโดยธนาคารกสิกรไทยและ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ตามโครงการสานพลังประชารัฐ ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องปรับเปลี่ยน แนวคิด มุมมอง การทำธุรกิจใหม่ ที่มุ่งไปสู่การทำธุรกิจ เพื่อสร้างสินค้าและบริการระดับโลก เหมือนกับประเทศเกาหลีที่ผู้ประกอบการจะวางเป้าหมายการทำธุรกิจในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะต้องทำให้สินค้าและบริการไปสู่ระดับโลกให้ได้
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “SME สร้างชาติ” ในงาน “SME Matching Day 2016 : มหกรรมจับคู่ดี เอสเอ็มอี แห่งชาติ” จัดโดยธนาคารกสิกรไทยและ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ตามโครงการสานพลังประชารัฐ ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องปรับเปลี่ยน แนวคิด มุมมอง การทำธุรกิจใหม่ ที่มุ่งไปสู่การทำธุรกิจ เพื่อสร้างสินค้าและบริการระดับโลก เหมือนกับประเทศเกาหลีที่ผู้ประกอบการจะวางเป้าหมายการทำธุรกิจในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะต้องทำให้สินค้าและบริการไปสู่ระดับโลกให้ได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการจะต้องปรับวิธีคิดและยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากในอดีต อดีตเราจะพูดถึง Ecomomy of Scale แต่ยุคนี้การทำธุรกิจต้อง Small เล็ก กะทัดรัด และต้อง Focus หรือที่ผ่านมา ผู้ที่มีประสบการณ์จะเป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจ แต่วันนี้ผู้ชนะในเกมธุรกิจจะต้องมี
ไอเดีย หรือแนวคิดใหม่ๆ
เอสเอ็มอีก็เช่นเดียวกัน ในอดีตการทำธุรกิจเอสเอ็มอีจะมองไปที่ตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก แต่วันนี้เอสเอ็มอีต้องทำการค้าระดับโลกได้ ยกตัวอย่างประเทศเกาหลี โจทย์แรกของการทำธุรกิจ คือ ต้องคิดในบริบทของโลก วางเป้าหมายไปสู่ตลาดโลกให้ได้ภายใน 3-5 ปี เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องปรับไปสู่การคิดแบบใหม่ เพื่อพิจารณาว่าความต้องการในตลาดโลกต้องการสินค้าแบบใด ปรับมุมมองความคิดในการทำธุรกิจจากเอาต์ไซด์ อิน (Outsight In) ไปสู่อินไซด์ เอาต์ (Insight Out) มองหาโอกาสใหม่ในตลาดโลก มองบริบทของโลกให้ชัดเจน รวมทั้งปรับไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในตลาดโลก
ขณะเดียวกันต้องมีรูปแบบทางธุรกิจที่พร้อมขยายตลาดสู่ระดับโลก และเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งในโลกสามารถเป็นไปได้ (Anything is Possible) เพื่อมีเป้าหมายทางธุรกิจและแผนงานสู่ตลาดโลก รวมทั้งต้องปรับมุมการทำธุรกิจ ที่ไม่ได้ว่าทุกคนคือคู่แข่ง แต่ต้องสร้างพันธมิตรและเครือข่ายให้มากที่สุด หรือจากเดิมที่ผู้ประกอบการจะมองว่าจากตัวเรา (Me) แต่ต้องปรับสู่การคิดว่าเราทุกคน (We) ให้ได้ หลังจากนั้นต้องพร้อมเปิดตัวเองเพื่อสร้างเครือข่ายสู่ตลาดโลก
สุวิทย์ กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการต้องยึดถือไว้ คือ การเปิดใจในการทำธุรกิจให้กว้าง การเชื่อมโยงกับเครือข่าย และสร้างพันธมิตร คู่ค้า รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้มากที่สุด การมีความคิดแบบใหม่ พร้อมกับการทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัว และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ส่วนผู้ประกอบการไทยที่สามารถจะแข่งขันได้ต่อไปในตลาดโลกขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ต้องเป็นเอสเอ็มอีของจริง ที่มีความสามารถที่แท้จริง 2.มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน มีสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และ 3.มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน สามารถแข่งขันในธุรกิจได้ และมีเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
“ต่อไปเอสเอ็มอีไทย (SME) จะต้องไม่ใช่ Small and Medium Enterprise แต่เอสเอ็มอีในปัจจุบันต้องหมายถึง Smart Enterprise Start up and Social Enterprise ต้องก้าวสู่การเป็นสมาร์ทเอนเตอร์ไพรส์ให้ได้”
ขณะที่ภาครัฐมุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีในหลากหลายรูปแบบ การสนับสนุนสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือกันและกัน โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จัดตั้ง บิชคลับ ขึ้นใน 76 จังหวัด เพื่อร่วมมือให้เอสเอ็มอีช่วยเหลือธุรกิจกันและกัน การจัดโครงการพี่ช่วยน้อง (บิ๊กบราเธอร์) ที่จะทำให้เอสเอ็มอีมีเครือข่ายทางธุรกิจและเกิดความร่วมมือ รวมทั้งเอสเอ็มอีต้องหาทางเชื่อมโยงกับตลาดโลกให้ได้
สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะขยายสู่ตลาดโลกได้นั้น จะต้องเริ่มจากการรุกตลาดไปในประเทศในอาเซียนที่มีชายแดนติดกับไทย ในกลุ่มซีแอลเอ็มวีบวกที ที่ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงประเทศไทย ที่จะเป็นโอกาสของธุรกิจอย่างมาก เพราะในกลุ่มประเทศดังกล่าวชื่นชอบสินค้าไทย พร้อมกันนี้จะต้องขยายธุรกิจสู่ช่องทางดิจิทัลที่มีรูปแบบการทำธุรกิจบนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ชัดเจน ซึ่งจะสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีที่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้นั้น ต้องมีการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างนวัตกรรมให้แก่ธุรกิจเพื่อสร้างสินค้าให้แตกต่าง รวมถึงการหาทางใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลภายนอก เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจให้ได้ และเอสเอ็มอีจะต้องใช้เครื่องมือใหม่ๆ ขณะเดียวกันในปัจจุบันมีแหล่งเงินทุนให้แก่เอสเอ็มอีมากมายที่สามารถสร้างธุรกิจเติบโตได้ หรือสร้างธุรกิจใหม่สู่สตาร์ทอัพ
ภาครัฐได้วางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น เอสเอ็มอี คือ แม่ทัพของเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย เชื่อมั่นว่าหากเอสเอ็มอีเร่งปรับตัว มีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ หลุดจากกรอบความคิดแบบเก่า ก้าวข้ามสู่สมาร์ทเอสเอ็มอี จะส่งผลให้เอสเอ็มอีขยายสู่บริษัทใหญ่ และก้าวสู่บริษัทข้ามชาติได้ หรือจะกลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ขยายตัวได้ดี หรือการก้าวสู่ธุรกิจเพื่อสังคม (เอสอี) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศครั้งใหญ่







