คิกออฟต้านรธน. ศึกนี้สะเทือนแรง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2559 มีบริบทที่แตกต่างไปจากการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2559 มีบริบทที่แตกต่างไปจากการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 แม้ว่าการออกเสียงจะมีในเดือน ส.ค.เหมือนกันก็ตาม
ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว กระแสของการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนกับในปัจจุบัน จะมีเพียงแต่ฝ่ายพรรคไทยรักไทยในฐานะที่ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐประหารเท่านั้น ที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจน จนเป็นที่มาของคำว่า “โหวตโน” ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้แสดงออกมาในเชิงต่อต้านมากนัก
ด้านภาคประชาชนในเวลานั้นก็ต่างมีท่าทีเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2550 มีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการรับรองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เล็งเห็นตรงกันว่าควรลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
ทว่า ในปัจจุบันกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญกลับเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยมีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการ
1.ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.แสดงเจตจำนงบางประการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที เนื่องจากข้อเสนอของ คสช.หลายข้อ เช่น การให้ สว.มาจากการสรรหา หรือให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เป็นต้น ซึ่ง กรธ.ก็ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่แปลกที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยเรื่องการสืบทอดอำนาจจะกระหึ่มขึ้นมา
การแสดงออกต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. ต่างจาก คมช.พอสมควร เพราะ คมช.ไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน
2.ความกำกวมของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเปิดเผยออกมาช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญปี 2550
แม้ภายหลัง กรธ.จะลงมือปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้สอดคล้องกับเสียงท้วงติงมากที่สุด แต่ก็ยังไม่อาจทำให้แรงเสียดทานลดลงได้ เพราะยังคงถูกมองว่าร่างรัฐธรรมนูญได้เอื้อให้รัฐละเมิดอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการสร้างเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายในนามความมั่นคง จนเป็นที่มาที่เครือข่ายนักวิชาการประกาศเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
3.การสร้างกระแสของฝ่ายการเมือง เรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส. และระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ กรธ.ให้อำนาจแก่องค์กรอิสระมากขึ้น พรรคการเมืองจึงต้องออกมาทัดทาน กรธ.
แต่ปัจจัยที่เอื้อกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองจุดติดนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก คสช.มีการเรียกนักการเมืองที่แสดงความคิดเห็นมาปรับทัศนคติ จึงไม่แปลกที่ คสช.ยิ่งจับมากเท่าไหร่ กระแสต่อต้านก็ไม่ได้ลดลง
จากปัจจัยทั้งสามดังกล่าว ประกอบกับกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติของภาครัฐได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเริ่มออกตัวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยล่าสุดได้เกิดกลุ่มนักวิชาการจากหลายสถาบันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ประกาศลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการประกาศให้มีผลบังคับใช้นั้น กำหนดห้ามการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะปลุกระดมในทางการเมือง ซึ่งย่อมมองได้ว่าการประกาศรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เงื่อนในทางกฎหมายที่ว่านั้น ไม่น่าจะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ เป็นวิธีเดียวที่ให้ประชาชนสามารถแสดงถึงความไม่พอใจที่มีต่อ คสช.ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เช่นเดียวกับฝ่าย คสช.ก็ไม่อาจให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกคว่ำได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะเป็นตราประทับความชอบธรรมของ คสช.
ดังนั้น นับจากไปนี้สถานการณ์การต่อสู้กันระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และที่สำคัญจะไม่จบลงที่ผลของประชามติ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม


