
เปิดเสรีประกัน ปิดก็เหมือนเปิด
หลังจากวันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นมา การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
โดย...วารุณี อินวันนา
หลังจากวันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นมา การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจมาลงหลักปักฐานในไทย เพื่อใช้เป็นฐานในการขยายธุรกิจสู่กลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศ มีประชากรร่วม 600 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 10 ของประชากรโลก
รวมถึงธุรกิจประกันภัย นักลงทุนต่างชาติจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึง ญี่ปุ่น ที่ธุรกิจประกันภัยเริ่มอิ่มตัว ก็สนใจที่จะเข้ามาเปิดบริษัทประกันวินาศภัยแห่งใหม่ในไทย โดยไม่สนใจที่จะร่วมทุนกับบริษัทประกันวินาศภัยไทยที่มีอยู่เดิมในตลาด
นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นอยู่เดิมก็ต้องการที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 49% ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายให้ถือหุ้นได้ถึง 75% เพื่อจะได้มีเงินกองทุนที่ใหญ่ขึ้นและสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้ โดยไม่ต้องให้ รมว.คลังลงนาม
เรื่องนี้ทำให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต้องทำหนังสือส่งให้รัฐบาลพิจารณา
แม้ในทางนิตินัยไทยจะยังไม่เปิดเสรีให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% แต่ในทางพฤตินัยนั้นรัฐเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามานานแล้ว โดยหากบริษัทมีปัญหาฐานะการเงิน รมว.คลัง สามารถอนุมัติให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นได้เกือบ 100%
ปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตในไทยมีทั้งหมด 24 บริษัท จดทะเบียนในไทย 23 บริษัท และ 1 สาขาบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศ คือ บริษัท เอไอเอ มีบริษัทถึง 13 บริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นตามกฎหมายเกิน 20% ขึ้นไป ขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยมี 61 บริษัท มีถึง 25 บริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นตามกฎหมายเกิน 20% และเป็นสาขาของบริษัทต่างประเทศถึง 5 แห่ง
ปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจประกันภัยไทย เพราะสัดส่วนผู้ทำประกันประมาณ 35-37% และส่วนใหญ่มีการซื้อความคุ้มครองที่ต่ำกว่าความเสี่ยงที่ต้องเผชิญและการซื้อประกันบำนาญต่ำมาก รวมถึง ชนชั้นกลางในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่สำคัญ
ทั้งนี้ มีการคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าเบี้ยประกันภัยทั้งระบบของไทยจะถึง 1 ล้านล้านบาท จากปี 2559 ที่คาดว่าเบี้ยทั้งระบบจะแตะ 8 แสนล้านบาท
การเติบโตในอนาคตของธุรกิจประกันภัยในไทยและอาเซียนดึงดูดบริษัทประกันภัยต่างชาติรายใหญ่ๆ ของโลก ทั้งจากฝั่งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา มาเลเซีย ฮ่องกง เข้ามาทำธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันชีวิตในไทยยาวนาน แม้ในทางกฎหมายจะให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่ถือหุ้นเกิน 25% ด้วยการตั้งบริษัทโฮลดิ้งในไทยขึ้นมาและเข้าถือหุ้นอีกทางหนึ่ง และได้อำนาจในการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ
การที่มีต่างชาติเข้ามาร่วมทุนกับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัยไทยมายาวนาน จะได้เปรียบด้านเงินทุนหนาและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ 2 เรื่องนี้ไม่ใช่คำตอบที่ทำให้บริษัทต่างชาติประสบความสำเร็จในการทำตลาดประกันภัยในไทย
บริษัทร่วมทุนหรือบริษัทไทยที่สามารถขยายตลาดได้อย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน นอกจากจะมีเงินทุนที่หนา เทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ส่วนใหญ่ยังมาจากกลยุทธ์การตลาดที่สามารถเข้าถึงตัว
ผู้บริโภคชาวไทยทุกกลุ่มที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้ขายสินค้า และมีสินค้าที่ตรงกับวิถีชีวิตซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด การให้บริการที่รวดเร็วและอะลุ้มอล่วย
ขณะที่บริษัทร่วมทุนหลายรายที่นำรูปแบบการทำตลาดในต่างประเทศเข้ามาเกือบทั้งหมด เติบโตได้ช้ามาก หลายรายแทบไม่โต และหลายรายขาดทุนต้องขายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ก็มี และหลายรายเติบโตได้เพราะการขับเคลื่อนของผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยเป็นหลักหรือสาขาต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีคนไทยถือหุ้นเลย กลับเติบโตได้อย่างรวดเร็วและโตขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดประกันชีวิตไทย อย่าง บริษัท เอไอเอ โดยใช้ความรู้ระดับสากลมาถ่ายทอดให้ตัวแทนที่ออกไปทำตลาดแบบไทยๆ คือ อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลัก
แม้แต่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ที่เดิมมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นตรงในยุคนั้นก็ไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว เหมือนยุคที่ธนาคารกสิกรไทยเข้าไปถือหุ้นใหญ่ ที่ใช้เวลาเพียง 4-5 ปี ก็ขึ้นมาเบียด
เอไอเอ แบบหายใจรดต้นคอ เพราะช่องทางการขายผ่านธนาคาร ซึ่งพนักงานก็มีการรู้จักสนิทสนมกับลูกค้าเป็นการส่วนตัว
รวมถึงบริษัท วิริยะประกันภัย ที่เป็นบริษัทของคนไทย 100% ก็สามารถเติบโตได้เป็นที่ 1 ในไทย การที่นักลงทุนรายใหม่ต้องการเข้ามาเปิดบริษัทประกันวินาศภัยใหม่ในไทยช่วงเวลานี้ และนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นทางตรงเป็น 75% อาจจะต้องทบทวนให้หนักในการจะเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดประกันภัยไทย เพราะคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันล้วนมีประสบการณ์ในตลาดไทยเป็นทุนเดิม และต่างก็ต้องการที่จะเติบโตในตลาดไทย
การแข่งขันของธุรกิจประกันนั้นแทบไม่ต่างจากธนาคารพาณิชย์ แม้จะไม่ได้เปิดเสรีแต่ขณะนี้ก็เปิดตลาดจนแทบไม่เหลือบริษัทที่เป็นของคนไทยแท้ๆ ถือหุ้นแล้ว







