
Morality กับความผิด ทางกฎหมาย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
สัปดาห์ที่แล้วทั้งสัปดาห์ ดิฉันไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากหาเช็กข่าวที่เรียกกันว่า “ปานามา เปเปอร์ส” กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ ที่มีชื่อไปพัวพันในข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาโดยกลุ่มนักข่าวที่เรียกกันว่า International Consortium of Investigative Journalists (ICIJ) รวมตัวกันค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งบริษัทนอกประเทศ เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลต่างๆ ทั่วโลก
กรณีของ ปานามา เปเปอร์ส มองได้หลายแง่หลายมุมมากจริงๆ มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีเบื้องหลังอะไรเลยก็ได้ มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับการเมืองระหว่างประเทศก็ได้ มองว่าเป็นเรื่องของจริยธรรมทางการทำธุรกิจ มองว่าเป็นเรื่องดีที่มีกลุ่มสื่อรวมตัวกันมาทำอะไรดีๆ ก็ได้ มองได้ทั้งทางบวกและทางลบแล้วแต่ใครจะหยิบมุมไหนขึ้นมาพูดถึง
เรื่องการตั้งบริษัทในต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ในการประหยัดภาษีนั้น ดิฉันได้ฟังมาตั้งแต่เข้าเป็นนักข่าวใหม่ๆ สมัยก่อนหมู่เกาะเคย์แมน (Cayman) มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ต่อมาเพิ่มหมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น (British Virgin Island) กลุ่มประเทศที่ตั้งตัวเป็นดินแดนพิเศษที่มีการออกแบบกฎหมายภาษีให้เอื้อต่อการโยกย้ายเงิน และเสียภาษีน้อยหรือแทบจะไม่มีภาระภาษี และที่สำคัญตรวจสอบข้อมูลยาก จึงถูกเรียกว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักเลี่ยงภาษี (Tax Havens)
ในอดีตชื่อเสียงของเกาะเคย์แมนสำหรับคนไทยแล้วแย่มาก คนไทยส่วนใหญ่เรียกว่าเป็นเกาะฟอกเงินกันเลยทีเดียว เพราะมีนักการเมือง นักธุรกิจไปเปิดบัญชีเปิดบริษัทที่นั่น เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าได้ทำพฤติกรรมอำพรางทางการเงินอย่างไรบ้าง ปัจจุบันนักธุรกิจใช้ Tax Havens เหล่านี้ เป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจให้ประหยัดภาษีมากที่สุด
จากรายชื่อผู้ใช้บริการของบริษัท มอสแซ็ค ฟอนเซกา บริษัทที่ปรึกษากฎหมายและการลงทุนที่ใหญ่อันดับ 4 ของโลกและมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศปานามา ที่มีรายชื่อบุคคลสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะในแวดวงการเมือง ธุรกิจ ตลอดไปจนถึงวงการกีฬา ฯลฯ รวมไปถึงบรรดาผู้ใกล้ชิดของผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในโลก เช่น ประธานาธิบดีรัสเซีย นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประธานาธิบดีจีน รวมไปถึงบุคคลสำคัญระดับรองลงมา เช่น นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หรือรัฐมนตรีของกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก
นี่แค่เพียงบริษัทกฎหมายแห่งเดียว แต่ถ้ารวมบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและการลงทุนอันดับ 1-10 ของโลก ดิฉันว่ารายชื่ออาจจะมากมายกว่านี้ จนเรียกได้ว่าใครๆ ก็ทำกัน เศรษฐี นักการเมือง นักธุรกิจ ดารา นักกีฬา ฯลฯ ใครไม่ทำอาจจะกลายเป็นคนเชยไปเลยก็ได้ในแวดวงของเขา ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนมีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือต้องการเสียภาษีให้น้อยที่สุด การใช้บริการ Tax Havens ไม่ได้หมายความว่าทุกคนฟอกเงินหรือทุกคนทำผิดกฎหมาย
ต้องยอมรับว่าการหนีภาษีกับการเลี่ยงภาษีนั้นต่างกัน แม้จะมีเส้นแบ่งที่บางมาก การหนีภาษีคือการปกปิดรายการเพื่อจะไม่ต้องเสียภาษีซึ่งถือเป็นรายจ่ายอย่างหนึ่ง แต่การเลี่ยงภาษีคือการหาช่องว่าง ข้อยกเว้นทางกฎหมาย เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด คือยังจ่ายแต่จ่ายน้อย ซึ่งที่ปรึกษาการเงินซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทกฎหมายต่างๆ จะแนะนำช่องทางซึ่งหนึ่งในนั้นคือการไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ เป็นต้น
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ดิฉันยกตัวอย่างกรณีบริษัทไทยไปซื้อกิจการในประเทศอเมริกา ทางผู้ขายอาจจะต้องการประหยัดภาษีเพราะเงินที่ได้จากการขายกิจการอาจจะต้องบันทึกเป็นรายได้ ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หากไปโอนเงินที่หมู่เกาะ Tax Havens ก็จะเสียภาษีน้อยลงหรืออาจจะไม่เสียภาษีเพราะรายการชำระราคาซื้อขายเกิดในต่างประเทศ เป็นต้น
ถามว่าทำเช่นนี้ผิดหรือไม่ ก็ต้องไปดูกฎหมายว่าอนุญาตให้ทำได้หรือไม่ ซึ่งก็ทำกันเป็นปกติจนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญกันไปแล้ว แสดงว่าในทางกฎหมายนั้นทำได้
ส่วนกลุ่มลูกค้าเศรษฐีหรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ที่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล มักจะนิยมทำแผนถ่ายทอดมรดก ซึ่งก็มักจะไปทำในต่างประเทศ เพราะจะอาศัยสิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว จึงไปโอนโดยไม่ต้องการให้ใครรู้ เป็นต้น
เรื่องนี้หากจะตรวจสอบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดิฉันว่าสุดท้ายอาจจะไม่มีใครผิดกฎหมาย ถ้าไม่ได้ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด หรือได้เงินมาจากการคอร์รัปชั่น แต่เรื่องความเหมาะสมด้าน Morality นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องมาดูกัน
ดิฉันเห็นการตอบโต้ในโซเชียลมีเดียของ บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ผู้เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ชาติ ชี้แจงตอบโต้กัน ดิฉันเห็นว่าคนทั่วไปควรจะอ่านเพราะได้ความรู้ สำหรับดิฉันเองเห็นด้วยกับคุณธีระชัยในประเด็นที่ว่า
“เรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และตรงไปตรงมา เพราะกรณีโครงสร้างที่ใช้บริษัทในไทยนั้น ทางการสามารถตรวจสอบได้ ถ้าหากมีธุรกรรมแปลกๆ ที่ผันออกไปจากบริษัทแม่นั้นจะสามารถติดตามได้
แต่กรณีบริษัทในศูนย์การเงินนั้น ทางการไทยไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้ส่งรายงานข้อมูลเลยและรัฐบาลของศูนย์การเงินจะไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เพราะการเก็บข้อมูลเป็นความลับ คือจุดขายจุดเด่นของศูนย์การเงิน ดังนั้น เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและฐานันดรที่บุคคลนั้นมีอยู่ในสังคมเป็นสำคัญ” นี่เป็นข้อความหนึ่งที่ธีระชัยอธิบายไว้
นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างกรณี เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ได้ประโยชน์ทางภาษีจากการจัดตั้งบริษัทในศูนย์การเงินโดยบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
“เดวิดในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่คนยอมรับได้ เรียกกันว่าเป็นการวางแผนทางภาษีที่ดี แต่เดวิดในฐานะผู้ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายภาษีและในฐานะบุคคลที่ประชาชนจะถือเป็นแบบอย่าง โครงสร้างที่ไม่โปร่งใสแบบนี้ดูไม่เหมาะสม ดังนั้นคำถามว่าโครงสร้างแบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ ให้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่าหรือไม่ น่าจะสำคัญเป็นรองครับ” ธีระชัยทิ้งท้ายไว้
เรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกไปถึงอดีตที่มีผู้นำของไทย เจอกรณีเดียวกันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่อง Morality นั้น สำหรับดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่า โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำประเทศจำเป็นต้องมี Morality มากและเหนือกว่าคนทั่วไปค่ะ







