
การนำสำรองเงินตปท. ของแบงก์ชาติไปลงทุนหุ้น
โดย...วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง
โดย...วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง
การที่จะดูว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เอาเงินสำรองไปลงในหุ้นเหมาะสมหรือไม่ ต้องย้อนกลับไปดูว่าเงินสำรองคืออะไร และมีที่มาอย่างไร
1.เงินสำรองของประเทศไทยจำนวนมากมาจากการที่แบงก์ชาติเข้าไปดูแลค่าเงินบาทมิให้แข็งค่าเร็วเกินกว่าที่เอกชนจะปรับตัวได้จึงได้เข้าไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐที่ไหลเข้ามาเร็วเกินกว่าที่รัฐและเอกชนไทยจะรับไว้ได้และเมื่อซื้อแล้ว แบงก์ชาติก็ต้องถือเงินสำรองนั้นไว้จนกว่าเอกชนในประเทศจะมีความต้องการใช้ โดยเงินสำรองนี้จะต้องถือเป็นเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ไม่สามารถถือครองหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นเงินบาทได้
2.การที่ต้องถือเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ถึงแม้ว่าแบงก์ชาติจะนำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมดก็ตาม
3.พิจารณาจากแบงก์ชาติประเทศอื่นพบว่าแบงก์ชาติหรือธนาคารกลางเขากระจายการถือเงินสำรองเงินตราต่างประเทศนี้ไปในสินทรัพย์และสกุลเงินต่างๆ เพื่อรักษามูลค่าเงินสำรอง และเพื่อลดความเสี่ยงที่มูลค่าเงินสำรองจะไปผูกกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่ผ่านมานั้นแบงก์ชาติลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแปรผันไปกับการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด (พันธบัตร/ตราสารหนี้) ซึ่งในบางจังหวะอัตราดอกเบี้ยก็มีความผันผวนสูงมาก ทั้งจากอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน
4.การลงทุนในหุ้นต่างประเทศในจำนวนน้อยที่เหมาะสม จึงจะช่วยลดความเสี่ยงของเงินสำรองโดยรวม เนื่องจากราคาหุ้นมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาพันธบัตร
5.แบงก์ชาติมีแผนที่จะลงทุนในกองทุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อาทิ S&P 500 โดยจะเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ได้เลือกลงทุนหุ้นรายตัว และเป็นการบริหารเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม จึงไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับระดับราคาของหุ้นหรือระดับดัชนีที่จะเข้าซื้อ
6.ปัจจุบันนี้ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรือญี่ปุ่น เป็นลบ ส่วนสหรัฐก็มีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยต้องเพิ่มขึ้น ทำให้พันธบัตรรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ที่แบงก์ชาติถืออยู่มูลค่าลดลง แบงก์ชาติจึงมีความจำเป็นที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าวให้กับเงินสำรอง
7.ลองมองเงินของเราเองบ้าง เราฝากเงินและลงทุนเฉพาะพันธบัตรหรือเปล่า หากเราทำเช่นนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับก็จะต่ำมาก เราจึงแบ่งเงินส่วนที่รับความเสี่ยงได้บ้าง เพื่อไปลงทุนในหุ้นใช่หรือไม่







