
ทบทวนคำสั่ง 13/2559
อำนาจภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปราม
อำนาจภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มีความคลุมเครือ และสุ่มเสี่ยงที่การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ทหารจะมีการละเมิดสิทธิของประชาชนผู้บริสุทธิ์
สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้เป็นการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถเรียกตัวบุคคลมารายงานตัว จับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายเป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเข้าค้นในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถกักตัวผู้ต้องสงสัยไว้เพื่อสอบสวนได้ถึง 7 วัน ถือเป็นการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างอิสระ โดยผู้ต้องสงสัยไม่มีสิทธิยื่นฟ้องร้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครองได้
แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะอธิบายเหตุผลว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจทหารมากเกินไปและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง พร้อมทั้งยืนยันว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาลนั้นใช้เฉพาะกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้ใช้จับกุมบุคคลทั่วไป
แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม กรณีชาวประมง จ.ระยอง วัย 65 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเข้าค่ายทหารในข้อกล่าวหาเป็นผู้มีอิทธิพล ถูกวิพากษ์อย่างรุนแรงว่าทหารลุแก่อำนาจ โดยปราศจากข้อมูลที่ตรงไปตรงมา เนื่องจากต้นเหตุการจับกุมเพียงเพราะชาวประมงรายนี้จะนำชาวบ้านไปปิดล้อมและขับไล่นายอำเภอ นายอำเภอจึงได้แจ้งข้อมูลให้ทหารมาจับกุม
คำสั่งฉบับนี้จึงหวังใช้ปฏิบัติต่อผู้เห็นต่างกับนโยบายของรัฐ มุ่งเอาผิดแกนนำประชาชนที่ขัดขวางการดำเนินนโยบายของรัฐ ซึ่งแน่นอนที่สุดเป้าหมายพุ่งไปยังแกนนำองค์กรพัฒนาเอกชนและแกนนำภาคประชาชนในพื้นที่พิพาททั้งหลาย ซึ่งก่อนหน้านี้หัวหน้า คสช.ได้ออกคำสั่งมาแล้วหลายฉบับ เพื่อปลดล็อกผ่อนปรนและยกเว้นให้การผลักดันนโยบายของรัฐบาลมีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถขจัดอุปสรรคต่อการลงทุนทั้งปวง
คำสั่ง 13/2559 นี้ จึงอาจคล้ายคลึงกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนโลกประณามอย่างเสียหายมาแล้ว
ฉะนั้น คสช.และรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการบังคับใช้คำสั่งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติต่อประชาชนมีความเป็นธรรม เสมอภาค ป้องกันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่ให้ลุแก่อำนาจ เพราะอาจเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น
ผู้นำรัฐบาลและหัวหน้า คสช. ต้องไม่ปฏิเสธว่าได้ประกาศตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง และพร้อมจะคืนความสุขให้ประชาชน แต่ผลของการใช้อำนาจภายใต้คำสั่งนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายสร้างความปรองดองของคนในชาติก็เป็นได้







