
‘มีชัย’ ย้ำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตอบโจทย์ประเทศ
มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า จากการเดินสายชี้แจงพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทุกภาคส่วน เช่น ศาล องค์กรอิสระ สปท. สนช. ครม. และคสช. ได้นำมาแก้ไข 88 มาตรา ควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา สรุปร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา
มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า จากการเดินสายชี้แจงพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทุกภาคส่วน เช่น ศาล องค์กรอิสระ สปท. สนช. ครม. และคสช. ได้นำมาแก้ไข 88 มาตรา ควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา สรุปร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้ไม่ได้พูดว่าประชาชนเป็นใหญ่ แต่มุ่งให้เกิดความทัดเทียมไม่เหลื่อมล้ำ ตามหลักของ อาจารย์พุทธทาสภิกขุ ที่ว่า “ประชาธิปไตย ไม่ใช่การมุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ต้องมุ่งไปที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”
มีชัย ระบุว่า หมวดสิทธิและเสรีภาพ หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และการปฏิรูป มีการแก้ไขมากสุด เพราะว่าประชาชนและนักวิชาการไม่เข้าใจ มองว่าตัดสิทธิ จึงปรับเนื้อหาใหม่ ว่าเรื่องใดประชาชนต้องได้รับประโยชน์ก็กำหนดให้เป็นหน้าที่รัฐ เพื่อไม่ให้ประชาชนไปเรียกร้อง เช่น การศึกษา สาธารณสุข และการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงกำหนดให้ฟ้องร้องได้หากไม่ทำ
ด้านความเสมอภาค กำหนดให้สตรีได้รับการดูแลคุ้มกันตามเพศสภาพ ตลอดจนการจัดงบประมาณต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ ส่วนการเรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เห็นว่าอาจเกิดปัญหา จึงกำหนดให้มีการศึกษาและเผยแผ่หลักพุทธเถรวาท รวมทั้งบัญญัติกลไกป้องกันการบ่อนทำลายพุทธศาสนาทุกรูปแบบ โดยให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมจะได้ครบพุทธบริษัท 4 ถือเป็นครั้งแรกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
การมีส่วนร่วมทางการเมือง ได้ยึดประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่พรรคหรือนักการเมือง การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว การประกาศรายชื่อนายกรัฐมนตรีก่อนเลือกตั้ง และที่มา สว. เพื่อให้ประชาชนเห็นอนาคตทางการเมือง มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม การปราบปรามทุจริต มีความเข้มงวดไม่ให้คนทุจริตต่อหน้าที่และการเลือกตั้ง เข้าสู่การเมืองได้ตลอดไป หากฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงต้องพ้นตำแหน่งและอาจกลับมาไม่ได้อีก
สำหรับองค์กรอิสระ กำหนดให้มีที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และวางกลไกให้ต้องได้รับการตรวจสอบเหมือนสถาบันการเมืองอื่น ส่วนการปฏิรูปได้แยกออกเป็นอีกหมวด แบ่งได้ 7 ด้าน คือ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และอื่นๆ และบอกเป้าหมายรวมถึงกำหนดให้ปฏิรูปตามเวลากำหนด กฎหมายต่างๆ ที่ไม่เคยทำได้แล้วเสร็จ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายวินัยการเงินการคลัง ตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับทุจริต
“ครั้งนี้เรากำหนดให้ชัดว่าต้องเสร็จภายใน 240 วัน เพื่อเสนอต่อ สนช. พร้อมทั้งกำหนดว่า หากหน่วยงานใดทำไม่เสร็จ ให้หัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายนั้นๆ พ้นจากตำแหน่ง จึงมั่นใจว่ากฎหมายเหล่านี้จะเสร็จภายในรัฐบาลนี้”
ส่วนช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกในบทเฉพาะกาล ให้มี สว.มาจากการสรรหา 250 คน ตามข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย ในการดูแลกฎหมายที่อาจกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ไปพร้อมกับติดตามทวงถามเกี่ยวกับการปฏิรูป
จากนั้นได้เปิดให้สื่อมวลชนซักถาม โดยเฉพาะประเด็นข้อกังวลเงื่อนไขการใช้บัญชีรายชื่อนายกฯ มีชัย ระบุว่า เป็นเรื่องใหม่จะเกิดอะไรขึ้นคงเดาได้ยาก เขียนเปิดช่องไว้ แต่ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่ต้องใช้ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยาก เพราะเกรงว่าจะเป็นเหมือนที่ผ่านมา รบราฆ่าฟันกัน ต้องคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หากแก้ต้องเห็นดีเห็นงามด้วยกัน ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่า หากมีเหตุผลแก้ที่ดีวุฒิสภาคงสนับสนุน
ส่วนการให้ สว.ทำหน้าที่ดูเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนั้น หากกฎหมายทำให้กระบวนนี้ผิดเพี้ยนไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา เพราะอาจมีคนคิดเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่ขัดความรู้สึกของประชาชน จึงมีวุฒิสภาไว้คอยสกัด และประชาชนจะได้ไม่ต้องออกมา หากเป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม วุฒิสภาคงไม่ขัดข้อง
สำหรับการเปิดให้มี สว.สรรหา 250 คน เดิม คสช.ขอมาให้มี สว.สรรหาทั้งหมด แต่ กรธ.ขอ 50 มาทดลองระบบใหม่ โดยให้เลือกกันทั้งประเทศเหลือ 200 คน แล้วให้ คสช.เลือกเหลือ 50 คน ส่วนอีก 200 คน ให้ตั้งกรรมการสรรหาคัดเลือกจากผู้สมัคร 400 คน คัดเหลือ 194 คน และอีก 6 คน เป็นโดยตำแหน่ง โดยทั้ง 6 สว. มาดูเรื่องความมั่นคง หากมีปัญหาอะไรสุ่มเสี่ยงก็ให้ชี้แจง จะได้ไม่ต้องมีการเคลื่อนไหวนอกสภา
มีชัย ย้ำว่า อย่ากังวลว่าที่มา สว.สรรหา อาจทำให้ประเทศถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะประเทศ อื่นๆ ก็มี และที่ฝ่ายการเมืองมองว่า 6 สว.จะมาสืบทอดอำนาจ คสช.นั้น เชื่อว่าไม่น่ากระทบต่อการลงประชามติ หากอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ก็จะได้รับการตอบรับอย่างดี รวมถึงอย่าไปกังวลว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะยังไงก็ยังเห็นต่าง จึงต้องอธิบายข้อเห็นต่างนั้นให้ถูกต้อง ไม่ให้มีการบิดเบือนเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ เช่น สว.สรรหา คือสืบทอดอำนาจ การเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอก
อย่างไรก็ดี ข้อห่วงกังวลนายกฯ คนนอก ซึ่งสื่อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่หากช่วยอธิบายทำความเข้าใจ ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะ กรธ.บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าการเสนอชื่อนายกฯ ให้เป็นมติของพรรคการเมือง ซึ่งฟากการเมืองก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ กรธ.







