posttoday
ทีดีอาร์ไอเสนอ "กระทรวงศึกษาฯ" เลิกเป็นเจ้าของโรงเรียน

ทีดีอาร์ไอเสนอ "กระทรวงศึกษาฯ" เลิกเป็นเจ้าของโรงเรียน

29 มีนาคม 2559

นักวิจัยชี้ระบบประเมินของศธ.ไม่สะท้อนความเป็นจริง ย้ำถึงเวลาโอนย้ายโรงเรียนให้สังกัดอื่นดูแลแล้ว หากไม่ดีขึ้นให้เลิกกิจการ

นักวิจัยชี้ระบบประเมินของศธ.ไม่สะท้อนความเป็นจริง ย้ำถึงเวลาโอนย้ายโรงเรียนให้สังกัดอื่นดูแลแล้ว หากไม่ดีขึ้นให้เลิกกิจการ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่โรงละครอักษรา เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ระบบการศึกษา มีฟังก์ชันสำคัญ โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่หลักหลายด้าน ตั้งแต่ ทำนโยบาย กำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐาน เป็นเจ้าของโรงเรียน ขณะเดียวกัน ก็มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณในโรงเรียน ปัญหาทับซ้อนจึงเกิดขึ้น เนื่องจากหน่วยงานนี้ เป็นทั้งกรรมการ เป็นทั้งผู้เล่น

“สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเป็นเจ้าของเอง จะโอนอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่นก็ล่าช้า เพราะโรงเรียน 3 หมื่นโรงเรียน และครูก็มีมากกว่า  5 แสนคน ไม่มีใครอยากโอน ส่วนการกำกับดูแลคุณภาพ จัดสรรงบประมาณ ก็มีปัญหา เช่น ให้เอกชนน้อยกว่า เพราะไม่อยากให้เอกชนมาแข่ง ขณะที่การกำกับคุณภาพ ที่บอกว่ามีมาตรฐาน ก็มีปัญหา แม้จะมีการประเมินตั้งแต่ระดับโรงเรียน หรือครู แต่กลายเป็นว่าผลไม่สะท้อนความเป็นจริง เช่น โรงเรียนของกระทรวง ประเมินแล้วผ่านมาตรฐาน 80% อยู่ในระดับเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโรงเรียนเอกชน แต่ผลการศึกษาของนักเรียนกลับแย่ลงเรื่อยๆ” นางเดือนเด่นกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อผลประเมินโรงเรียนดีขึ้น แต่ผลการเรียนนักเรียนกลับแย่ลง ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า ระบบประเมินโรงเรียนคืออะไร หรือประเมินครูคืออะไร ทำไมผลการศึกษาถึงตกต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบการประเมินไม่ได้เกี่ยวกับผลศึกษาเลย เป็นเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องเชิงคุณภาพ ผลการเรียนก็เลยออกมาแบบนี้ ซึ่งสะท้อนว่าการที่กระทรวงศึกษาธิการทำทุกหน้าที่ อาจทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น

นายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า จุดที่เป็นปัญหาคือ กระทรวงศึกษาธิการ ยังเป็นเจ้าของโรงเรียน ซึ่งโดยหลักการควรให้กระทรวงเลิกเป็นเจ้าของโรงเรียน  โดยอาจให้ย้ายโรงเรียนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล หรืออาจตั้งองค์กรมหาชน โดยให้โรงเรียนย้ายไปอยู่ภายใต้องค์กรมหาชน เป็นผู้กำกับดูแลก็ได้

“หากโรงเรียนเข้มแข็งอยู่แล้วก็ดูแลตัวเองไป แต่หากยังไม่เข้มแข็ง ก็ให้หน่วยงานนี้เข้าไปดูแล และศธ.ต้องปรับบทบาทตัวเอง ปรับบทบาทให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งท้องถิ่น ประชาสังคม เข้ามาช่วยดูแล รวมถึงรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเรื่องผลการเรียนนักเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนให้ลูกได้ ส่วนที่ยังปรับปรุงไม่ได้ ศธ.ก็ต้องให้คำแนะนำ หากปรับปรุงไม่ได้ ก็ให้เลิกกิจการ” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากใช้เวลานาน และต้องอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน กระทรวงศึกษาธิการ ก็ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลการถ่ายโอน ว่าโรงเรียนไหนควรย้ายไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล โรงเรียนไหนควรเป็นนิติบุคคล หรือใต้องค์กรอิสระ รวมถึงดูแลเงินอุดหนุนรายหัว ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสังกัดอื่นๆ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI