
2521 จุดเปลี่ยนการเมืองไทย
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เรา “ขายอำนาจ” ให้ชนชั้นนำ ชนชั้นนำที่เป็นข้าราชการ ทหาร และนักการเมือง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เรา “ขายอำนาจ” ให้ชนชั้นนำ ชนชั้นนำที่เป็นข้าราชการ ทหาร และนักการเมือง
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่สังคมไทยตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์ทางการเมืองไทย” เคยพยากรณ์ไว้ว่า หลังการทำรัฐประหารวันที่ 6 ต.ค. 2519 ทหารจะครองประเทศไทยไปอีกนาน นั่นคือ 40 ปีผ่านมาแล้ว กระทั่งในปี 2559 นี้ ประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งทหาร
“ประชาธิปไตยหลัง 14 ต.ค. 2516 เหมือนฝีแตก” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ผู้เขียนและคณะฟัง เมื่อครั้งที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ไปสัมภาษณ์ท่านเพื่อทำการวิจัยในรูปแบบของประวัติศาสตร์บอกเล่า ในต้นปี 2536 (น่าเสียดายว่าสัมภาษณ์ไปได้ 4 ครั้ง ท่านก็เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกรอบ แล้วต้องอยู่จนถึงแก่อสัญกรรมในเดือน ต.ค. 2538) โดยเริ่มจากที่ท่านเป็น สส.ใน ปี 2489 และเป็นผู้ตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกขึ้นในประเทศไทย คือพรรคก้าวหน้า ท่านให้เวลาสัมภาษณ์ครั้งละชั่วโมงเศษๆ และได้สัมภาษณ์มาถึงการเขียนรัฐธรรมนูญ 2521 ก็ต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นการถาวร
ท่านเล่าว่า ท่านได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ “ตักเตือน” นิสิตนักศึกษาและปัญญาชน ที่เป็นฝ่ายชนะหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ให้ระมัดระวังในการใช้เสรีภาพ ที่ดูเหมือนว่ามีการใช้กันอย่างฟุ้งเฟ้อ ในขณะเดียวกันฝ่ายซ้ายฝ่ายสังคมนิยมก็เข้ามาผสมโรง จนกระทั่งคนไทยส่วนใหญ่ที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมเกิดความเบื่อหน่ายในการใช้เสรีภาพอย่างเกินขอบเขตเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็หวาดหวั่นต่อภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ ที่เป็นเหตุให้ทั้งรัฐบาลของตัวท่านเองในปี 2518 และของพี่ชายคือพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในปี 2519 ต้องมีอันเป็นไป
“ทหารเขาฉลาด เขายึดเพียง 3 สิ่ง คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เขาก็ได้ใจคนไทยทั้งประเทศ การฆ่าเผานักศึกษาที่สนามหลวงและข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 คนไทยจำนวนหนึ่งไม่รู้สึกสะเทือนใจ เพราะทหารบอกว่าพวกนั้นเป็นญวน เป็นคอมมิวนิสต์”
“ทหารยังฉลาดอีกชั้น ยึดอำนาจได้แล้วก็โยนไปให้พลเรือน ให้ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ แล้วทหารก็คอยคุ้มครอง อย่างที่เรียกว่าเป็นเปลือกหอยให้กับรัฐบาลที่เป็นเนื้อหอย ท่านอาจารย์ธานินทร์ก็พยายามจะเอาใจทหารด้วยการนำเสนอโครงการปราบคอมมิวนิสต์ทุกรูปแบบ รวมทั้งที่เสนอแผนให้ทหารอยู่ในอำนาจอีกหลายปี เรียกว่าบันได 3 ขั้น ขั้นละ 4 ปี รวม 12 ปี”
“อยู่ได้ปีเดียว ต.ค. 2520 ก็ถูกเชิญให้พากันออกไป รัฐบาลชุดนั้นที่ได้ชื่อว่าพวกขวาตกขอบ ก็พากันตกขอบไปหมดทั้งกระด้ง” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพ “ทีนี้ทหารก็ขึ้นมาชงเองกินเอง กินรวบด้วย เพราะร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจทหารไว้อย่างแนบเนียน ก็ในวุฒิสภานั่นไง มีจำนวนก็ 2 ใน 3 ของจำนวน สส. โหวตนายกฯ ก็ได้ คว่ำรัฐบาลก็ได้ เสนอกฎหมาย ยับยั้งกฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการ อยากเป็นรัฐมนตรีก็ลาออกมาเป็นไปได้ โก้กว่าพวก สส.เสียอีก”
“เลือกตั้งปี 2522 พรรคกิจสังคมของผมได้ สส.มา 88 คน เป็นอันดับหนึ่ง พรรคชาติไทยอันดับสอง และประชาธิปัตย์อันดับสาม ตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะศรศิลป์ไม่กินกัน แต่มันมีเหตุมากกว่านั้นเพราะทหารเขาวางแผนให้พรรครองๆ ไปหนุนพวกเขา ที่สุดพรรคใหญ่บางพรรคอย่างชาติไทยก็ไปหนุนทหาร กิจสังคมกับประชาธิปัตย์ก็เก้ๆ กังๆ ลูกพรรคบางคนโลเลก็ไปเชียร์ทหารด้วย ที่สุดทั้งสภาที่มีวุฒิสภาด้วยก็หนุนให้คุณเกรียงศักดิ์ (พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) เป็นนายกฯ”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังได้เล่าอะไรต่อมิอะไรในยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์นั้นอีกมาก แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเกร็ดปลีกย่อย จึงขอตัดตอนมาถึง “ไคลแมกซ์” ของบทความวันนี้ ที่บอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย นั่นก็คือการมอบประเทศไทยให้ทหารครอบครอง
“คุณเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) เป็นคนมีบุญ ใครๆ ก็รักคุณเปรม ข้อมูลใหม่บอกว่าคุณเกรียงศักดิ์ไปไม่ไหวหรอก เพราะคุณเปรมมีบารมีมากกว่า ทหารใหญ่ทหารน้อยก็มาหาผมที่บ้านสวนพลู บอกว่าต้องเอา พล.อ.เปรมถึงจะพาบ้านเมืองไปได้ คุณเกรียงศักดิ์ก็ดูเหมือนจะยอมรับในชะตากรรม เพราะในวันที่แกลาออกในต้นปี 2523 นั้น แกด่าทุกคนจนถึงก้นกบเลย แต่ก็ไม่หยาบคาย เพียงแต่แสดงความน้อยใจในโชคชะตา เข้าทำนองฟ้าให้จิวยี่มาเกิด ทำไมต้องให้ขงเบ้งมาเกิดด้วย” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อุปมาอุปไมย
จากนั้นถนนทุกสายก็มุ่งไปสู่บ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วการประชุมสภาในสัปดาห์ต่อมาที่มีการซาวเสียงให้ พล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี เย็นวันนั้น พล.อ.เปรมก็ให้พลขับขับรถมุ่งมาที่บ้านสวนพลู ที่เจ้าของบ้านเปิดห้องเย็นที่ใต้ถุนต้อนรับ ไม่ถึงชั่วโมงก็เปิดประตูออกมา ทั้งคู่หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน จากนั้นในวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ป๋าอ้อนป้า” ให้มาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน
จากจุดนี้การเมืองไทยเปลี่ยนไปอีกด้าน คงต้องอธิบายต่อสัปดาห์หน้าครับ







