
เข้าใจเจตนาคสช. แต่เขียนรธน.ต้องมีศักดิ์ศรี
การเมืองไทยว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองไทยว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเดินทางไปยัง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในวันที่ 26 มี.ค. ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 มี.ค.
แต่ปรากฏว่ามีปัจจัยการเมืองที่สำคัญเข้ามา คือ ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ กรธ.ปรับปรุงบทเฉพาะกาลสำหรับรองรับประชาธิปไตยของประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการขอให้มี สว.สรรหาจำนวน 250 คน ซึ่งสวนทางกับ กรธ.กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม
ข้อเสนอจำนวน 7 หน้าของ คสช.ส่งผลให้มีหลายฝ่ายจับตามองว่า กรธ.จะตัดสินใจอย่างไร เพราะด้านหนึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่หาก กรธ.ทำตามข้อเสนอของ คสช.อาจนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. เจ้าของวลี “หวังพึ่งปาฏิหาริย์ให้ทุกฝ่ายยอมรับ” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงการทำงานของ กรธ.ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานไว้อย่างน่าสนใจ
ก่อนอื่นอาจารย์อุดมอธิบายถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กรธ.และ คสช. ว่า “ผมพูดอย่างนี้แล้วกันว่า กรธ.ประกอบไปด้วยบุคคลจำนวน 21 คน จริงอยู่กระบวนการแต่งตั้ง21 คนนี้แต่งตั้งโดย คสช. ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้วเห็นว่า กรธ.ชุดนี้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผมว่าเขาก็มีสิทธิที่เขาจะอยากเปลี่ยนชุด แต่ว่าการเปลี่ยนชุดในส่วนเหล่านี้ เนื่องจากไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ อำนาจที่ไปเปลี่ยนให้กรรมการชุดนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้มันก็อาจจะไปค่อนข้างยาก
“กรธ.แต่ละคนมีต้นทุน มีเกียรติมีศักดิ์ศรีของตัวเอง ดังนั้นเวลาเขาจะพิจารณาอะไร จริงอยู่เขาอาจไม่ได้บอกว่าเขาต้องตอบให้ทุกคนพอใจ แต่อย่างน้อยตัวเขาเองต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเขาเชื่ออะไร
“เหมือนอย่างตอนนี้ หนังสือที่ คสช.ส่งมาถึง กรธ.เมื่อวันที่ 14 มี.ค. เราบอกว่าโอเคเขาเขียนมา โดยเขาประเมินสถานการณ์ว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าใช้มาตรการตามที่ กรธ.ร่างมาตั้งแต่ทีแรกมันอาจจะเอาไม่อยู่ เขาคิดว่าเอาไม่อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปประเทศที่จะต้องว่าไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง หรือเอาไม่อยู่เพราะการเมืองที่เป็นอยู่อาจจะนำไปสู่สภาพแบบเดิม คือ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองต่างๆ ซึ่งก็ยังเป็นที่ไว้วางใจไม่ได้เพราะอาจยังมีกลุ่มต่างๆ ที่จองล้างจองผลาญกันอยู่
“ตรงนี้มันก็เป็นการประเมินสถานการณ์ของ คสช.ของแม่น้ำ 4 สาย ส่วน กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ว่าปรากฏการณ์เหล่านั้น หรือการปฏิรูปประเทศที่จะไม่สำเร็จหากใช้กลไกอย่างที่ กรธ.ร่างมา เราก็ต้องมานั่งประเมินกันอีกที”
ก่อนที่ กรธ.จะร่างรัฐธรรมนูญได้ประเมินสถานการณ์อย่างที่ คสช.ส่งความเห็นหรือไม่? โฆษก กรธ. ตอบว่า “ผมคิดว่าตอนที่เราร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น เรามีการปฏิรูปสองอย่าง คือ การศึกษา และการบังคับใช้กฎหมายคือการปฏิรูปตำรวจ โดยที่เราคิดว่าเรามีกรอบจำกัด คือ เรามีความคิดแบบชาวบ้านๆ เราก็มองว่าตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนด คือ 2560 มีการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็เข้าใจโดยสุจริตว่าเมื่อเลือกตั้งตามที่โรดแมปของ คสช. คือ การคืนอำนาจให้ผู้แทนของประชาชนเป็นคนไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นคนไปดำเนินการอะไรต่างๆ”
ดูจากข้อเสนอของ คสช.แล้วมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจมากกว่าการปฏิรูปประเทศ? คำถามนี้มีคำตอบจากอาจารย์อุดม ว่า “ต้องอย่าลืมนะครับว่าการประเมินสถานการณ์ที่ใช้ สว.ตามข้อเสนอของ คสช.เขามองถึงเรื่องอะไร เขามองว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้คิดแบบเดียวกับ คสช.นะ สมมติวันนี้เราเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้ามาในสภา ถามว่าเมื่อคุณเข้ามาแล้ว คุณคิดแบบเดียวกับ คสช.ไหม ถ้าเดา ผมว่าเขาก็คิดกันคนละแบบอยู่แล้ว
“ต้องมองอย่างนี้ครับว่าเหมือนกับเรากำลังทำอะไรสักเรื่องหนึ่งแล้วเราบอกว่าปีเดียวมันทำไม่ได้หรอก เราบอกว่าขอ 5 ปีได้ไหมในการมาทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมาและมีความชัดเจน อันนี้คือ ประเมินสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผมพูดแบบกลางๆ นะ คือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าเรื่องแบบนี้จะสร้างแค่ 5 ปีไม่ได้หรอก มันต้องค่อยๆ ไป วิธีคิดคนละวิธีกัน เขาคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติหรือสิ่งที่ คสช.พยายามจะวางมาตลอดว่าทำอย่างไรเพื่อลดอิทธิพลทุน ลดอิทธิพลนอกระบบ อิทธิพลของพรรคการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของนักการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมันคิดคนละแบบไง”
แสดงว่า กรธ.ไม่มีอิสระในการที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามความคิดของ กรธ. เพราะต้องมาอิงกับข้อเสนอของ คสช.? อาจารย์อุดม ตอบหนักแน่นว่า “ไม่ใช่ ผมไม่ได้พูดในมุมนี้ ผมพูดในมุมว่าเหมือนกับเราจะสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา เราต้องมีการประมาณ ที่ผ่านมา กรธ.ประมาณว่าในเมื่อโรดแมปของรัฐบาลบอกว่าให้มีการเลือกตั้งปี 2560 เราก็พยายามทำให้โรดแมปของรัฐบาลเป็นจริง คือ เราไม่ได้ไปคิดแทนเขาทั้งหมด แต่ในเมื่อเขาประกาศต่อประชาชนว่าปี 2560 จะมีเลือกตั้ง เราก็คิดได้แค่นี้ว่าเลือกตั้งในที่นี้ คือ มีผู้แทนประชาชนเข้ามา เราไม่เคยไปคิดว่าผู้แทนประชาชนจะต้องมาอยู่ภายใต้อาณัติของใคร เราก็คิดแค่นี้
“แต่สำหรับ คสช.อาจคิดไปมากกว่านี้ก็ได้ว่า 5 ปี สิ่งที่เขาจะทำเนี่ย เมื่อหนึ่งปีเราทำอย่างนี้ เขาบอกว่าน่าจะทำสัก 5 ปี ดีไหม ให้มันลงรากเลย ไม่ให้ใครมาขวางเลย สำหรับผมก็คิดว่าเหมือนกับเราจะเขียนตำราขึ้นมาสักเล่ม มีคนบอกว่าเอาเวลาไปหนึ่งปีพอไหม ก็อาจจะบอกว่าก็ได้นะ แต่จะได้เท่านี้โอเคไหม ดังนั้นบางคนบอกว่าเอาไปเลย 5 ปี 10 ปีเลยจะเขียนได้ไหม ถ้ามองในเชิงระยะเวลามันน่าจะได้ดีกว่าใช่ไหม แต่ในทางกลับกันถามว่าเป็นไปได้ เวลา 5 ปี อาจจะมาทำตอนปีสุดท้ายก็ได้”
กับคำถามที่ถามว่า “ถ้า กรธ.ไปดำเนินการตามข้อเสนอ คสช.จะกลายเป็นการทำตามใบสั่ง จนนำมาสู่แรงต้านที่เพิ่มขึ้น?”โฆษก กรธ. อธิบายว่า “ผมคิดอย่างนี้ คนที่มาปกครองบ้านเมือง ถ้าเขากลัวแรงต้านเขาก็คงทำอะไรที่ก้าวหน้าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่เวลาเราพูดถึงแรงต้านที่เป็นเหตุเป็นผล โอเค ผมคิดว่าสิ่งนั้นเราควรฟัง
“แต่สิ่งที่ กรธ.ต้องคิด คือ เหตุผลว่าทำไม กรธ.ทำอย่างนั้น เรามีศักดิ์ศรีไหม คุณคิดว่าคุณยังยืนอยู่บนสังคมโดยที่คุณบอกว่าแล้วแต่อำนาจไปทางไหนผมก็ไปทางนั้น ผมเชื่อว่า กรธ. 21 คนไม่มีใครยอมที่จะให้มาประณามเรื่องศักดิ์ศรี เราก็ถือว่าความสำเร็จของงาน คือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบ ถ้าเราอุตส่าห์เขียนไปดิบดี แต่ปรากฏว่าไปลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา ถามว่ามันเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่ามันเป็นความล้มเหลว
“นอกเหนือไปจากศักดิ์ศรีของตัวเองแล้ว กรธ.ต้องมานั่งคิดว่าอะไรที่มันเหมาะมันควร เราคงจะไปบอกว่าทำตามที่เขาชอบสิผ่านแน่ๆ อันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ จริงๆ มีหลายคนบอกว่าให้เขียนแบบเดิมเลยที่เราเคยเป็น จะเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ทุกอย่างจะไม่มีอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมคิดว่าอันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะเขาบอกให้มานั่งคิด ไม่ใช่มาบอกว่าทำแค่ให้ผ่าน”
ที่สุดแล้ว อาจารย์อุดม ยอบรับว่า “ท้ายที่สุด ไม่มีใครพร้อมจะเห็นด้วยกับเรา 100% หรือเห็นต่างจากเรา 100% อยู่แล้ว ผมยังไม่ได้บอกว่ามันเป็นลบทั้งหมด เพราะมีหลายเรื่องเราต้องคิดแบบคนที่เป็นผู้บริหารเหมือนกัน ผมพูดกับหลายคนว่าผมไม่ชอบหรอกที่คนมานั่งตีกัน ไม่มีใครยอมรับใคร สังคมแบบนี้จะอยู่กันได้อย่างไร”







