
มองเกาหลีแล้วหันมามองไทย
โดย...พัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์
โดย...พัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์
ผมยังคงเขียนแทนคุณอรุณอีกสัปดาห์ และสัปดาห์หน้าคุณอรุณก็จะมาประจำการเหมือนเดิมคุณอรุณตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “เงิน เงิน เงิน” คงจะด้วยจุดประสงค์ที่จะเขียนถึงเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและแวดวงการเงิน ทั้งนี้ เพราะคุณอรุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆ เคยเป็นถึงเบอร์หนึ่งของแบงก์ระดับกลาง และรัฐวิสาหกิจระดับใหญ่ ปัจจุบันก็ยังคงเป็นผู้บริหารระดับหนึ่งในบริษัทหลายแห่ง
เมื่อผมมาเขียนแทนคุณอรุณ ก็เลยรู้สึกอายที่จะเขียนถึงเรื่องราวด้านนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ผมเลยหนีไปเขียนเรื่องกีฬา มาสัปดาห์นี้ ผมจะขอเขียนเรื่องบันเทิง
พูดถึงบันเทิง ผมต้องสารภาพว่า ผมเป็นแฟนของซีรี่ส์จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่ไม่ชอบดูละครไทย การดูซีรี่ส์จีนนั้นผมจะชอบดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะทำให้ได้รู้จักประวัติศาสตร์จีนแล้ว ยังได้เรียนรู้กลยุทธ์ การเมือง และวัฒนธรรมจีนในหลายๆ ด้าน ส่วนซีรี่ส์ญี่ปุ่นที่ผมชื่นชอบนั้น คือ การที่เขานำเอาชีวิตของคนมีชื่อเสียงมาสร้างเป็นเรื่อง ก่อนหน้านั้น ที่ดังมากก็คือ ชีวิตของเจ้าของห้างเยาฮัน ชื่อว่า โอชิน ตอนนี้ที่ผมกำลังติดตามดูอยู่ คือ ชีวิตของมัทซัง ผู้ที่ผลิตวิสกี้แบบตะวันตกคนแรกในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ ยี่ห้อ ซันตอรี่
ดูแล้วก็ช่วยเข้าใจวิธีคิดของคนญี่ปุ่น ความเป็นนักสู้ แนวคิดเรื่องธุรกิจ ตลอดจนการแก้ปัญหาต่างๆ และยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในแต่ละยุคด้วย
ด้านซีรี่ส์เกาหลีนั้น ผมติดพวกวาไรตี้ และวันก่อนก็ได้ดูรายการสตาร์คิง เขานำเอาผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือมาแสดงในรายการ พอแสดงเสร็จก็มีการสัมภาษณ์ ที่น่าสนใจ คือ สาวเกาหลีเหนือผู้หนึ่ง บอกว่า เธอหนีมาจากเกาหลีเหนือพร้อมกับแม่ ส่วนพ่อนั้นยังคงอยู่ที่เกาหลีเหนือ โดยที่เธอก็ไม่ทราบชะตากรรมของพ่อว่าตอนนี้เป็นอย่างไร
เธอ เล่าว่า ในช่วงแรกเธอกับแม่หนีไปอยู่ที่ประเทศจีน และมีอยู่วันหนึ่งเธอก็ได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เธอแปลกใจมากที่รายการนั้นพูดภาษาเกาหลี ทำให้เธอนึกสงสัยว่า ในโลกนี้คงจะมีอีกประเทศหนึ่งที่พูดภาษาเกาหลีเหมือนกับประเทศเกาหลีเหนือของเธอ
คำให้สัมภาษณ์ของเธอสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่มาร่วมรายการมาก เพราะเธอบอกว่า ตอนที่อยู่ที่เกาหลีเหนือ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ในโลกนี้มีประเทศที่เรียกว่า เกาหลีใต้มาก่อน
ไม่เพียงแต่คนที่มาร่วมรายการจะแปลกใจ ผมดูแล้วก็รู้สึกแปลกใจ และขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าใจไปด้วย เพราะประเทศเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ที่จริงก็ใช่อื่นหากแต่เป็นประเทศเดียวกันมาก่อน ผู้คนในสองประเทศส่วนมากก็เป็นญาติหรือเพื่อนที่เกี่ยวดองกันมาก่อน แต่เมื่อต้องแยกประเทศ เพราะภัยสงครามและการแบ่งแยกประเทศโดยบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่ชนะสงครามโลก ทำให้ประเทศทั้งสองซึ่งเป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน ญาติพี่น้องกัน ต้องมาเข่นฆ่ากัน และการปกครองของเผด็จการในเกาหลีเหนือถึงกับทำให้เด็กรุ่นหลังที่เกิดมา ไม่รู้ว่ามีอีกหนึ่งประเทศที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ดูแล้วผมก็อดคิดถึงสถานการณ์ในบ้านเราไม่ได้ ความแตกแยกและขัดแย้งของผู้คนในสังคมไทย ทำให้ถึงกับเคยมีช่วงหนึ่งที่มีการพูดถึง (เชิงประชด) ว่า ให้แบ่งประเทศเป็นไทยเหนือกับไทยใต้
โชคดีที่เป็นเพียงการพูดเชิงประชด ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ มิเช่นนั้นจะเป็นเรื่องเศร้าใจขนาดไหน หากคนไทยต้องมาเข่นฆ่ากันเองแบบเกาหลี และคนรุ่นหลังๆ ที่เกิดมาจะไม่รู้ว่ามีญาติพี่น้องอยู่ในอีกส่วนหนึ่งของประเทศ
แม้ว่าเราจะมีพระเอกขี่รถถังสีเขียวออกมาแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น แต่ปัญหาความขัดแย้งก็ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ปีเศษที่ผ่านมาความขัดแย้งและความแตกแยกไม่ได้รับการแก้ไข หรือลดน้อยลงไปเลย เพียงแต่บางส่วนถูกเก็บกดไว้ นานๆ ทีก็จะระเบิดเล็กๆ ออกมาในรูปแบบต่างๆ กัน
นอกจากนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองได้ขยายไปยังแวดวงอื่น อย่างเช่น กรณีการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ ก็ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งเป็นการปะทะระหว่างสีทางการเมืองด้วย
ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีขบวนการใดๆ ที่จะแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมากมายหลายชุด เพื่อหาหนทางในการสร้างความปรองดองขึ้น แต่วิธีการของคณะกรรมการต่างๆ ก็กลับเป็นชนวนความขัดแย้งเสียเอง
บอกตรงๆ โดยส่วนตัวผมยังมองไม่เห็นว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยจะยุติลงได้อย่างไร
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ คสช.จะพยายามสืบทอดอำนาจ เพราะมองว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบ ก็หนีไม่พ้นที่สถานการณ์บ้านเมืองจะย้อนกลับไปสู่ความแตกแยกอันรุนแรงอีก
อาจจะมีหลายคนที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หากทหารจะสืบทอดอำนาจต่อไป แต่หากเกิดขึ้นจริง สถานการณ์คงจะต่างไปจากสมัยที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร สืบทอดอำนาจในยุคปี 2535 เพราะในยุคนั้นประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านคัดค้านการขึ้นสู่อำนาจของ พล.อ.สุจินดา แต่ครั้งนี้ประชาชนแบ่งออกเป็นสองฝักสองขั้ว หากสีใดสีหนึ่งประกาศตัวเป็นหัวหอกในการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจเลือกที่จะดูอยู่เฉยๆ ไม่ร่วมมือร่วมใจกันเหมือนตอนปี 2535
ลองคิดกันเล่นๆ จากจำนวน สส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งจำนวน 500 คน มันคงจะเป็นเรื่องยากที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งที่จะสามารถครองเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และแนวโน้มจะมีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมากที่ได้กันพรรคละ 20-30 เสียง แต่ สว.ที่จะมาจากการสรรหาจะมีจำนวน 250 คน หากรวมกับพรรคเล็กพรรคน้อยทั้งหลายให้ได้อีกสัก 125 เสียง ก็จะครองเสียงข้างมากในสภาได้แล้ว ถึงตอนนั้นก็ไม่ยากที่จะชี้ให้ใครก็ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คนใหม่
ส่วนพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ก็อาจจะต้องจำใจรับบทเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน
ถึงเวลานั้น ก็อาจจะปรองดองกันได้โดยปริยาย
เขียนแทนโดย : พัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์







