
ประเด็นกฎหมายฟินเทค กับการกู้ยืมเงินแนวใหม่แบบ P2P (ตอน 1)
โดย...ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
โดย...ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
เมื่อธุรกิจ FinTech กำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง สิ่งที่น่าติดตามไม่แพ้กันก็คือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจะขอเสนอแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจ FinTech ประเภทหนึ่ง คือ Peer-to-Peer Lending (P2P Lending)
รูปแบบการประกอบธุรกิจ P2P Lending นั้นมีหลากหลายรูปแบบ และมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและกฎหมายที่ควบคุมดูแลธุรกิจดังกล่าวในแต่ละประเทศ โดยทั่วไปแล้ว P2P Lending หมายถึง การกู้ยืมเงินที่ผู้กู้สามารถกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ (นักลงทุน) โดยตรงโดยผ่านระบบออนไลน์แพลตฟอร์ม (เช่น เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นบนมือถือ) ผู้กู้และผู้ให้กู้อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทก็ได้ และผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการเงิน การกู้ยืมเงินแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยผ่านขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก โดยนักลงทุนสามารถเลือกที่จะให้กู้กับผู้ที่ต้องการกู้เงินรายใดก็ได้ที่มาเสนอขอกู้ผ่านแพลตฟอร์ม (หรือบางครั้งนักลงทุนก็เพียงแต่กำหนดค่าการลงทุนไว้แล้วแพลตฟอร์มก็จะเลือกผู้กู้รายที่ตรงกับความต้องการของนักลงทุนให้โดยอัตโนมัติ) ผู้ที่เกี่ยวข้องหลักในธุรกิจ P2P Lending คือ
1) ผู้ให้กู้ (นักลงทุน) ซึ่งมีหลายประเภท โดยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยที่โดยทั่วไปอาจจะดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก หรือการลงทุนประเภทอื่นบางประเภท
2) ผู้กู้ จะได้เงินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ หรือเพื่อประกอบธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะถูกกว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน (แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คะแนนเครดิต จำนวนเงินที่กู้ ระยะเวลาที่กู้ ฯลฯ) หรืออาจเป็นทางเลือกแหล่งเงินทุนกรณีที่ผู้กู้ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงินก็ได้
3) ผู้ดำเนินการจัดการแพลตฟอร์มที่ให้ผู้กู้และผู้ให้กู้ได้มาเจอกัน ทำหน้าที่ตรวจสอบตัวตนและเครดิตของผู้กู้และคัดผู้กู้ที่ไม่มีคุณสมบัติออก วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต กำหนดดอกเบี้ย รวบรวมเงินกู้และส่งมอบให้ผู้กู้ และรวบรวมดอกเบี้ยและเงินชำระคืนเงินกู้และส่งมอบให้ผู้ให้กู้ โดยแพลตฟอร์มมักจะได้ค่า Origination Fee จากผู้กู้ และได้ค่าบริการ Servicing Fee จากผู้ให้กู้เป็นค่าดำเนินการจัดการเงินกู้เหล่านั้น
หลายฝ่ายเชื่อว่า P2P Lending นั้น จะช่วยส่งเสริมธุรกิจ SMEs และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมช่องทางการลงทุนที่หลากหลาย ในต่างประเทศตลาด P2P Lending เติบโตอย่างรวดเร็ว หลายๆ ประเทศจึงได้มีการออกกฎหมายเพื่อรองรับ P2P Lending ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีผู้สนใจธุรกิจนี้มากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธปท. จึงกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการควบคุมธุรกิจนี้ตามที่ปรากฏในข่าว โดยอาจจะมีการใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว. 58) ควบคุมนั้น ผู้เขียนเห็นว่าในการวางหลักเกณฑ์ด้านกฎหมายเกี่ยวกับ P2P Lending มีประเด็นที่ควรพิจารณา ดังนี้
1) ควรควบคุมธุรกิจ P2P Lending โดยเฉพาะหรือไม่-ธุรกิจการให้สินเชื่อบางประเภทในประเทศไทยถือเป็นธุรกิจภายใต้การกำกับอยู่แล้ว เช่น การให้สินเชื่อของธุรกิจสถาบันการเงิน สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano-Finance) แต่ด้วยรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการที่ P2P Lending มีเรื่องของการร่วมกันให้กู้โดยประชาชนด้วย ทำให้หลักเกณฑ์ที่มีอยู่อาจไม่สามารถปรับใช้ได้เสียทีเดียวนัก ถึงแม้ในทางปฏิบัติผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้อาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ P2P Lending ในทางใดทางหนึ่ง แต่หากไม่มีกฎหมายที่ควบคุม P2P Lending โดยเฉพาะ ก็อาจจะทำให้จัดการความเสี่ยงบางอย่างเกี่ยวกับธุรกิจนี้ได้ยาก เช่น การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม และการคุ้มครองนักลงทุน เป็นต้น
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการควบคุมธุรกิจ P2P Lending แตกต่างกันไป บางประเทศไม่มีการควบคุมธุรกิจนี้โดยเฉพาะ บางประเทศควบคุมแพลตฟอร์มในฐานะที่เป็นคนกลางซึ่งต้องมาจดทะเบียนหรือขออนุญาตกับหน่วยงานที่กำกับดูแล บางประเทศควบคุมแพลตฟอร์มแบบใกล้เคียงกับธนาคาร บางประเทศแพลตฟอร์มต้องขออนุญาตออกและเสนอขายหลักทรัพย์ และบางประเทศยังไม่รับรองการทำ P2P Lending
เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา Ezubao ซึ่งทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม P2P Lending ในจีน ถูกกวาดล้างเนื่องจากหลอกลวงเงินจากประชาชนในลักษณะ Ponzi Scheme (คล้ายๆ แชร์ลูกโซ่) โดยในข่าวอ้างว่ามีผู้เสียหายถึง 9 แสนคน และความเสียหายถึง 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ต.ค. 2558 TrustBuddy ในสวีเดน ได้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายและถูก Delist จากตลาดหลักทรัพย์ฯหลังจากมีการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงในบริษัทซึ่งทำให้สูญเงินของนักลงทุนไปจำนวนมาก ด้วยความเสี่ยงต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจนี้ กอปรกับกฎหมายปัจจุบันที่ยังไม่ชัดเจนพอ ผู้เขียนเห็นด้วยกับการออกกฎเกณฑ์มากำกับดูแลธุรกิจ P2P Lending โดยเฉพาะ
2) ควรควบคุมธุรกิจ P2P Lending อย่างไร-การกำกับดูแลธุรกิจ P2P Lending ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านรวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบที่มีการแยกบัญชีลูกค้า โดยที่การส่งมอบเงินกู้ การชำระดอกเบี้ย และการคืนต้นเงินกู้ทำผ่านบัญชีที่แยกออกจากบัญชีของแพลตฟอร์ม รูปแบบของ Trust Fund ที่นักลงทุนจะถือหน่วยลงทุนใน Trust Fund รูปแบบที่แพลตฟอร์มมีการออกตราสารให้แก่นักลงทุนและจ่ายผลตอบแทนบนตราสารนั้นๆ ตามที่ได้รับชำระจากผู้กู้ หรือรูปแบบที่แพลตฟอร์มจะรับดอกเบี้ยจากผู้กู้โดยตรง แต่จะรับประกันผลตอบแทนแก่นักลงทุนตามที่ระบุไว้
รูปแบบการประกอบธุรกิจที่ต่างกันในแต่ละตลาดอาจทำให้ธุรกิจถูกกำกับในลักษณะที่ต่างกัน เช่น หากมีการออกตราสารให้แก่ผู้ให้กู้ด้วย (เช่น ในอเมริกา) ก็ต้องทำตามหลักเกณฑ์ในเรื่องการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มให้ครบถ้วน หรือหากใช้รูปแบบที่ใกล้เคียงกับการเป็นกองทุน ก็อาจต้องถูกมองเป็นกองทุน เช่น ออสเตรเลียถือว่าP2P Lending เป็น Managed investment scheme นอกจากนี้หลายประเทศก็ใช้กฎหมายเกี่ยวกับการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคเป็นกฎหมายหลักและเน้นควบคุมสินเชื่อแก่ผู้บริโภค โดยไม่คุม Business-to-Business Loan บางประเภท ในขณะที่บางประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ มีใบอนุญาตโดยเฉพาะสำหรับ P2P Lending
(อ่านตอนจบวันพรุ่งนี้)







