
หนึ่งคืนในกรงขัง
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีสาม อากาศคืนนี้ช่างร้อนอบอ้าว เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว แถมยังคันยิบๆ
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีสาม อากาศคืนนี้ช่างร้อนอบอ้าว เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว แถมยังคันยิบๆ จากกองทัพยุงและตัวเรือดที่คลานออกมาจากรอยแตกของพื้นไม้กระดาน ชายหนุ่มนอนหนุนขวดน้ำพลาสติก คิดถึงที่นอนนุ่มๆ ในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ เขาไม่นึกมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เข้ามาอยู่ในห้องขัง
รู้กันในหมู่คนใช้รถใช้ถนนว่า ยุคนี้มีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ตั้งเป็นประจำทุกคืน ข้อหาเมาแล้วขับสร้างความขนพองสยองเกล้าแก่นักดื่มทั้งหลาย เนื่องจากเป็นคดีสร้างความสูญเสียบนท้องถนนนับหมื่นชีวิตต่อปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้มงวดกวดขัน อีกทั้งยังถูกประณามสาปแช่งจากผู้คนในสังคม
ขั้นตอนหลังถูกดำเนินคดีเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ตั้งแต่เซ็นรับทราบข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนถูกส่งไปไว้ในห้องขังสถานีตำรวจ ใครโชคดีให้ญาติมาประกันตัวในวงเงิน 2 หมื่นบาท ใครไม่มีต้องกล้ำกลืนฝืนทนนอนคุกเพื่อรอไปขึ้นศาลในรุ่งเช้า ถึงเวลานัดหมายก็แบกร่างพังๆ ฝ่ารถติดไปศาล รอนานชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่ากว่าจะถูกเรียกเข้าไปรับทราบคำตัดสินจากผู้พิพากษา นั่นคือ โทษจำคุก 2 ปี ทว่าส่วนใหญ่ไม่เคยมีประวัติกระทำผิดศาลจึงลดโทษให้เหลือรอลงอาญา และยึดใบขับขี่ห้ามขับรถ 6 เดือน พร้อมเสียค่าปรับอีก 5,000 บาท ใครมีค่าแอลกอฮอล์เกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดยังต้องไปรายงานตัวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์อีกเกือบปี เรียกว่ากว่าจะพ้นมลทินต้องเสียหน้า เสียเวลา เสียเงินเสียทอง
กลับมาที่ชายหนุ่ม เขานั่งกอดเข่าเงยหน้ามองเพดานอย่างสิ้นหวัง เวลาคืบคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งร้อน ทั้งหิว ทั้งแฮง สภาพไม่ต่างจากคนกำลังจะตาย วิญญาณใกล้ออกจากร่างเต็มที
คืนนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่ารสชาติการสูญเสียอิสรภาพเป็นเช่นไร หัวอกคนติดคุกติดตะรางมันบัดซบแค่ไหน ในใจนึกอยากจะแปลงร่างเป็นมด เป็นยุง เป็นตัวเรือด เป็นจิ้งจก แม้แต่เป็นเศษขยะในถัง เผื่อจะถูกยกออกไปทิ้ง พูดง่ายๆ ว่าเป็นอะไรก็ได้ขอให้สามารถออกไปจากนรกขุมนี้ก็พอ
ความคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัว ทั้งเศร้ารันทด หดหู่ สมเพชตัวเอง โกรธ เกลียดทุกอย่างที่ขวางหน้า เขานึกถึงแฟนสาวที่นอนหลับสบายใจอยู่ที่บ้าน เธอจะเอะใจบ้างไหมว่าเขากำลังตกระกำลำบากอยู่ในนี้ เกลียดเพื่อนร่วมวงที่หายไปไหนไม่รู้ยามที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าเพิ่งกอดคอเฮฮาด้วยกันแท้ๆ พานเกลียดไปถึงรุ่นพี่เจ้าของงานวันเกิดว่าเป็นต้นเหตุ ทำไมต้องจัดงานเลี้ยงวันเกิดเสียไกลบ้าน ทำไมต้องคะยั้นคะยอให้เขาดื่ม ทำไมไม่คิดว่าเขาขับรถมา ทำไมไม่โทรถามว่าถึงบ้านอย่างปลอดภัยไหม ฯลฯ
เมื่อลองคิดใคร่ครวญถึงต้นตอแห่งความทุกข์อย่างเป็นเหตุเป็นผล พบว่ารุ่นพี่โทรมาบอกล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ว่าจะจัดเลี้ยงวันเกิด แจ้งสถานที่ วันเวลาเสร็จสรรพ ตัวเองก็รู้ดีว่าย่านนั้นมีการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ทุกคืน รู้ว่าคดีเมาแล้วขับตำรวจเข้มงวด เป่าจริง จับจริงโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คิดถึงแฟนสาวที่หลับอย่างสบายใจเฉิบว่า วันนั้นเธอทำงานตั้งแต่เช้ามืดถึงดึกดื่น คงกลับบ้านมาแล้วทอดกายหลับลงอย่างอ่อนเพลีย เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมวงที่พร้อมใจกันทิ้งรถไว้บ้าน แล้วนั่งแท็กซี่มา จึงดื่มกินได้อย่างสำราญใจไม่เป็นภาระแก่คนรอบข้าง ไม่มีใครโง่ตั้งใจขับรถมาเมากันหรอก (โว้ย)
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ชายหนุ่มเลิกก่นด่า เลิกน้อยใจ เลิกโยนความผิดให้คนอื่น แล้วหันมาสำนึกว่ามันเป็นความโง่บัดซบของตัวเองคนเดียวล้วนๆ ผิดครั้งนี้ขอให้เป็นครู ความทุกข์แสนสาหัสคราวนี้ควรเป็นบทเรียนอันล้ำค่าว่า อย่าผิดซ้ำอีกเป็นอันขาด จงเข็ดหลาบ และบอกตัวเองว่าไม่ควรปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว
แล้วเขาก็ผล็อยหลับลงอย่างหมดแรง ปิดฉากค่ำคืนอันแสนยาวนานที่สุดอีกคืนหนึ่ง







