
รณรงค์ที่ต้นเหตุ
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2559 ผู้ประสบภัยจากรถทุกชนิดทุกประเภทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มจากการคุ้มครอง
ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2559 ผู้ประสบภัยจากรถทุกชนิดทุกประเภทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มจากการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับที่รถทุกคันจะต้องมีประกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยเพิ่มค่าชดเชยกรณีรักษาพยาบาลเพิ่มจาก 5 หมื่นบาท เป็น 8 หมื่นบาท หากเป็นกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มจากเดิม 2 แสนบาท เป็น 3 แสนบาท
การคุ้มครองเพิ่มนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หารือกับบริษัทประกันแล้วว่าจะไม่มีการขึ้นเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน ซึ่งเป็นรถที่มีการทำประกันมากที่สุด กำหนดเบี้ยประกันไว้ 600 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากร รวมเป็นเบี้ยประกันทั้งหมด 642.21 บาท และจะเพิ่มเงินสินไหมย้อนหลังให้กับกรมธรรม์ที่ซื้อก่อนหน้าประกาศของ คปภ.จะมีผลบังคับใช้ด้วย
มาตรการนี้นับเป็นสิ่งดีที่ คปภ.มอบให้ประชาชน เพราะปัจจุบันค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ได้ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี อัตราขั้นต่ำที่กำหนดในประกันภัยรถยนต์ตาม พ.ร.บ.นั้น อาจจะไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาผู้ที่ประสบภัยจากรถได้ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่สมควรดำเนินการแล้ว
แน่นอนว่าการเพิ่มความคุ้มครองนี้จะทำให้บริษัทประกันภัยได้รับผลกระทบบ้าง เพราะจะมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ซึ่งบริษัทประกันภัยคาดการณ์กันไว้ว่าอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.จะเพิ่มขึ้น 5-7% และเมื่อถูกบังคับไม่ให้ขึ้นเบี้ยประกัน เอกชนก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานเพื่อรักษาระดับการทำกำไรไว้
ปัญหาของการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.ขณะนี้คือ รถจักรยานยนต์ในประเทศที่จดทะเบียนวิ่งกันเป็นล้านคัน กลับมีการทำประกันตาม พ.ร.บ.น้อย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดบางพื้นที่ไม่มีการต่อทะเบียนรถ จึงไม่ซื้อประกันภัยไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากเกิดอุบัติเหตุก็จะมีกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ดูแลไปก่อน และต้องไปไล่เรียกค่าเสียหายคืนจากรถที่ไม่ทำประกัน
อย่างไรก็ดี แม้การเพิ่มความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ปลายเหตุ ทางที่ดีควรจะลดสถิติอุบัติเหตุทางรถยนต์ให้ลดลง ในขณะเดียวกันก็ควรจะมีการรณรงค์ใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้อง ไม่ขับรถหวาดเสียว ปาดซ้าย แซงขวา เมาแล้วขับ ฯลฯ ไม่มีความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทางที่ใช้รถใช้ถนนด้วย ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ซึ่งก็ควรจะต้องเพิ่มโทษหรือมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกับผู้ทำผิดกฎจราจร
ปัจจุบันสถิติการเคลมสินไหมของรถยนต์ ปรากฏว่ารถยนต์อีโคคาร์มีการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก อัตราการเคลมสินไหมคิดเป็น 70-80% ของเบี้ยประกันที่รับเข้าทั้งหมด จนบริษัทประกันคิดที่จะขอให้ คปภ.เปลี่ยนวิธีการจำแนกทำประกันภัยรถยนต์ใหม่ เพื่อที่จะขึ้นเบี้ยประกันตามความเสี่ยง
ฉะนั้น การรณรงค์ให้มีวินัยจราจรจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากขึ้น ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ







