posttoday
เมียนมาเปิดรับแบงก์ต่างชาติ โอกาสของนักลงทุนไทย

เมียนมาเปิดรับแบงก์ต่างชาติ โอกาสของนักลงทุนไทย

08 มีนาคม 2559

ฉบับที่แล้วได้นำเสนอเรื่องปัญหาและข้อจำกัดของสถาบันการเงินของรัฐในเมียนมา

โดย...ชพรรณ วงศ์วัฒน์  สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ฉบับที่แล้วได้นำเสนอเรื่องปัญหาและข้อจำกัดของสถาบันการเงินของรัฐในเมียนมา ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในเมียนมามีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด 

คราวนี้เรามาดูเรื่องโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินของเมียนมากันบ้าง อัตราดอกเบี้ยของเมียนมา ประกอบด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ประเภท ซึ่งกำหนดโดย CBM ดังนี้

(1) อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (CBM discount rate) ปัจจุบันกำหนดไว้ 10%

(2) อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งกำหนดขั้นต่ำไว้ 8%

(3) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งกำหนดเพดานของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ 13%

อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะสูงถึง 8% แต่กลไกด้านราคาไม่สามารถดึงดูดความต้องการฝากเงินไว้ที่ธนาคารได้เลย

ข้อมูลจากธนาคารโลก ในปี 2012 ระบุว่า ประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารในระบบมีเพียง 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ในขณะที่ผู้ขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์มีน้อยกว่า 1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ภาวะดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินการธนาคาร ทั้งปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและความอ่อนแอเชิงสถาบันของเมียนมาอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาในระบบธนาคารพาณิชย์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทำให้กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ในแง่มุมดังนี้

ปัญหาของผู้ใช้บริการทางการเงิน ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารเนื่องจากประสบการณ์จากวิกฤตการเงินในปี 2003 ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์ 6 แห่งต้องปิดกิจการลง หนึ่งในนั้นคือ Asia Wealth Bank ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาในขณะนั้น ความล้มเหลวของระบบการเงินที่ผ่านมาทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารพาณิชย์ เมียนมาจึงกลายเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินสดเป็นหลัก

ประชาชนส่วนใหญ่นิยมถือเงินสดและใช้เงินสดในการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าและบริการเกือบทุกประเภท ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงอย่างอสังหาริมทรัพย์

ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะการให้สินเชื่อแก่ประชาชนในเขตชนบท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากรัฐบาลผูกขาดการให้สินเชื่อแก่ภาคเกษตรกรรมไว้กับธนาคารของรัฐเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้อุปทานของสินเชื่อน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการเงินทุนของเกษตรกร ประกอบกับการเข้าถึงเงินกู้ยังถูกจำกัดด้วยการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันซึ่งส่วนใหญ่คือที่ดิน ทำให้เงินกู้ถูกจัดสรรไปยังผู้ที่ถือครองที่ดินเท่านั้น

นอกจากนี้ จำนวนสาขาธนาคารที่ให้บริการแก่ประชาชนยังน้อยเกินไปและไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ในปี 2012 เมียนมามีสัดส่วนจำนวนธนาคารสาขาต่อประชากร 1 แสนคน ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ CLMV และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำอีกด้วย

ข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ ในช่วงก่อนปี 1990 พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเมียนมา กำหนดให้ผู้ที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ (ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และดอลลาร์สิงคโปร์) เช่น ผู้ส่งออก จะต้องนำเงินที่ได้รับฝากไว้ในบัญชีเงินฝากต่างประเทศ (FCD) ที่ธนาคารของรัฐ 2 แห่งคือ ธนาคาร MICB และ MFTB และหากต้องการโอนเงินตราต่างประเทศออกนอกเมียนมา ต้องมีเงินเท่ากับจำนวนที่ต้องการโอนอยู่ในบัญชี FCD และต้องได้รับการอนุญาตจาก CBM ก่อน

เมียนมาเรียกนโยบายนี้ว่า “Export first and import second” แม้ว่ารัฐบาลจะยกเลิกนโยบายนี้ในภายหลัง และเปลี่ยนไปใช้การออกใบอนุญาตนำเข้าแทน แต่ยังคงกำหนดให้ผู้ที่ต้องการโอนเงินออกต้องมีเงินในบัญชี FCD เพียงพอที่จะโอนออกนอกประเทศ

ความยุ่งยากในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศแบบนี้ จึงทำให้เกิดการซื้อขายเงินในบัญชี FCD ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ที่ไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกัน ซึ่งสูงกว่าอัตรา Official Rate มาก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาของสถาบันการเงินอันเป็นผลจากกฎระเบียบไม่เอื้อให้เกิดการแข่งขันระหว่างธนาคาร กฎระเบียบหลายอย่างเอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารของรัฐมากกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน เช่น ธนาคารของรัฐสามารถดำรงเงินกองทุนได้ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน ธนาคารของรัฐสามารถเปิดสาขาได้ไม่จำกัดจำนวน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนต้องเพิ่มทุนก่อนการเปิดสาขาใหม่ทุกครั้ง กฎระเบียบเหล่านี้ไม่จูงใจให้ธนาคารของรัฐปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน

นอกจากนี้ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ยังไม่สนับสนุนให้ธนาคารแข่งขันกันด้านราคาอีกด้วย

ปัญหาด้านธรรมาภิบาล กฎระเบียบบางอย่างทำให้ธนาคารของรัฐขาดแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เช่น การให้คณะกรรมการบริหารของธนาคารกลางมีบทบาทในการบริหารธนาคารของรัฐ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ของกลุ่มนายทุน ซึ่งมีแนวโน้มปล่อยกู้แก่กิจการในเครือมากกว่าผู้กู้รายย่อย และมักจะนำเงินไปใช้ในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การดำเนินงานของธนาคารที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง