
DSIเผยรถจดประกอบ 7 พันคัน ส่อเข้าข่ายเลี่ยงภาษี
ดีเอสไอ ตรวจรถต้องสงสัยเลี่ยงภาษี กว่า 7,000 คัน ส่อเข้าข่ายผิดหมด โยนรัฐบาลตัดสินใจความคุ้มค่า เผยต้นทุนทำคดี 2แสนบาทต่อ 1 คัน
ดีเอสไอ ตรวจรถต้องสงสัยเลี่ยงภาษี กว่า 7,000 คัน ส่อเข้าข่ายผิดหมด โยนรัฐบาลตัดสินใจความคุ้มค่า เผยต้นทุนทำคดี 2แสนบาทต่อ 1 คัน
เมื่อวัน 3 มี.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เตรียมทำหนังสือเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 8 หน่วยงาน ประกอบ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร กรมสรรพาสามิต กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมการค้าต่างประเทศ. มาประชุมเพื่อหากำแนวทางการดำเนินการและแก้ปัญหาที่ติดจขัด ในส่วนของรถยนต์อีกกว่า 6,000 คัน โดยนัดหมายวันที่ 7 มีนาคม 09.30 ที่กระทรวงยุติธรรม
แหล่งข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า สำหรับรถยนต์จดประกอบที่ดีเอสไอ ต้องตรวจสอบมีทั้งสิ้นจำนวน 7,123 คัน เป็นข้อมูลรถยนต์จดประกอบตั้งแต่วันที่. 1 ต.ค53 -17 มิย.56 ซึ่งส่วนใหญ่ คาดว่าจะเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งหมด เป็นการทำเอกสารปลอม ว่ามีการนำเข้าเป็นชิ้นส่วน เท่านั้น โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายศุลกากร อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว รถยนต์เหล่านี้ เพียงแต่แกะชิ้นส่วนบางชิ้น ออกแล้วระบุว่าเป็นอะไหล่รถยนต์
นอกจากนี้โดยปกติแล้วบริษัทที่ทำธุรกิจประกอบยนต์ในประเทศไทย ยี่ห้อดังๆ ต้องยื่นรายการขอชำระภาษีกับกรมสรรพาสามิต เพื่อนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วน รถยนต์ 1 คัน มี จำนวนมากกว่า 1,800 -2,800 รายการ ต่อการประกอบรถยนต์ 1 คัน ดังนั้นความจริงแล้ว การยื่นเสียภาษีสรรพาสามิต แค่ตัวเครื่องยนต์ และตัวถัง เพียงแค่นี้ แล้วระบุว่านำมาประกอบรถยนต์ 1 คัน ก็เป็นไปไม่ได้ และยิ่งเป็นรถราคาแพง สมรรถนะสูง หรือรถยนต์ปกติ ก็ตามอยากให้นึกถึงสภาพความเป็นจริงว่าทำได้หรือไม่
แหล่งข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า สำหรับแนวการดำเนินคดีดีเอสไอ หากต้องตรวจสอบทั้ง 7,123 คัน ดีเอสไอจะใช้งบประมาณ ในการทำคดีต่อรถยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ย ประมาณ 200,000 บาท ส่วนการจัดเก็บภาษีของรถยนต์ โดยเฉลี่ย ราคาประมาณ 1.2 ล้านบาท ต่อคัน หากดูเรื่องความคุ้มค่าทางตัวเลขรายได้ทางภาษีที่จะเข้ารัฐ ถือว่าคุ้มค่า. หากจัดเก็บได้ตรงตามเป้าและยังไม่รวมการยึดรถราคาแพง ที่กระทำผิด มาขายทอดตลาด แต่ปัญหาคือดีเอสไอไม่มีบุคลากรเพียงพอ อาจจะต้องตั้งสำนักคดีอีก 1 สำนัก หรือสนธิกำลัง เพื่อดำเนินการกับคดีลักษณะดังกล่าว ดังนั้นรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะมีนโยบาย การดำเนินดังกล่าวอย่างไร







