posttoday
แบงก์รับหนี้เสียพุ่ง ยันไม่น่าเป็นห่วง

แบงก์รับหนี้เสียพุ่ง ยันไม่น่าเป็นห่วง

26 กุมภาพันธ์ 2559

นายธนาคารยอมรับปีนี้เอ็นพีแอลยังขาขึ้นทิศทางเดียวกับโลก แต่ไม่น่าห่วงดูแลได้

นายธนาคารยอมรับปีนี้เอ็นพีแอลยังขาขึ้นทิศทางเดียวกับโลก แต่ไม่น่าห่วงดูแลได้

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของไทยในปีนี้มีทิศทางเป็นขาขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่ำสุดเมื่อกลางปีที่แล้ว และเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 คาดว่าเอ็นพีแอลยังปรับขึ้นไปสูงสุด (พีก) ในปลายปีนี้

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสัญญาณภาพรวมเอ็นพีแอลจะดีขึ้นในปีหน้าจากการดูแลลูกค้าของธนาคาร รวมทั้งประเมินองค์ประกอบเศรษฐกิจแล้ว ปีนี้จะเติบโตดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน เนื่องจากงบประมาณการลงทุนของภาครัฐเริ่มออกมามากขึ้นกว่าปีก่อน ช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ประกอบกับคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ไม่น่าจะติดลบเท่ากับปีที่แล้ว

นายยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่ง ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องเอ็นพีแอลมากนัก ทุกธนาคารมีนโยบายปล่อยสินเชื่อที่รัดกุม โดยเฉพาะสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต้องผ่านคณะกรรมการสินเชื่ออยู่เสมอ

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นเอ็นพีแอลในปีนี้ คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะที่อุตสาหกรรมเสี่ยง คือกลุ่มที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน เหล็ก ยางพารา ส่วนกลุ่มลูกค้ารายย่อยเริ่มนิ่ง เอ็นพีแอลผ่านจุดสูงสุดไปเมื่อไตรมาส 3 ปีที่แล้ว โดยเอ็นพีแอลสินเชื่อบ้านทั้งระบบ ไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.42% จาก 2.56% เมื่อไตรมาส 3 ส่วนเอ็นพีแอลบัตรเครดิตไตรมาส 4 อยู่ที่ 3.1% จากไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.4%

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันว่า ธนาคารดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด แม้ภาพรวมหนี้เสียทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีปัญหา ยังสามารถดูแลได้และยังพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้ลูกค้า โดยปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโต 3-5%

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ปัญหาหนี้เสียทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วจากระดับ 60 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,142 ล้านล้านบาท) ในปี 2550 เป็น 200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,140 ล้านล้านบาท) ในปี 2557   เน้นไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากที่สุด เนื่องจากมีเงินไหลเข้ามากที่สุด และจากข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2552 สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนได้ขยายตัวจาก 75% ต่อจีดีพี เป็น 125% แล้ว  หนี้ภาคเอกชนในจีนและบราซิลโตเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจประเทศ

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย