
เลือกตั้งฟิลิปปินส์
ไม่เป็นข่าวในบ้านเรา ทั้งๆ ที่เราควรจะได้ประโยชน์จากการเอามาเป็นบทเรียน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ไม่เป็นข่าวในบ้านเรา ทั้งๆ ที่เราควรจะได้ประโยชน์จากการเอามาเป็นบทเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การเลือกตั้งใหญ่ในฟิลิปปินส์จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 ของเดือน พ.ค. หรืออีก 2 เดือนกว่าข้างหน้า โดยจะเป็นการเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นพร้อมกัน ภายในฟิลิปปินส์เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ ใครจะมาเป็นประธานาธิบดีและผู้นำรัฐบาลคนต่อไปแทนนอยนอย อาคิโน ซึ่งใกล้จะครบวาระ และรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2
ฟิลิปปินส์แยกการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีออกจากกัน และแม้ว่าผู้สมัครทั้งสอง ตำแหน่งมักจะประกาศจับคู่กัน แต่เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชนะจะมาจากต่างขั้วกันในเบื้องต้น มีคนยื่นใบสมัครนับร้อยคน แต่หลังจากนั้น กกต.ฟิลิปปินส์ จะตัดสิทธิผู้สมัครประเภทไม่มีศักยภาพเพียงพอออก จนเหลือผู้สมัครจริงไม่กี่คน โดยในปัจจุบันเหลือผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี 5 คน และรอง 6 คน
ในจำนวนผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี 5 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 2 คน ผู้ที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดในโพลล่าสุดเป็นผู้หญิง ชื่อเกรซ โป เธอถูก กกต. ตัดสิทธิด้วยข้อกล่าวหาว่าอยู่ในประเทศไม่ครบ 10 ปี แต่เธอได้ขออำนาจศาลสั่งระงับคำวินิจฉัยของ กกต.เป็นการชั่วคราว เธอยืนยันว่าเธออยู่ครบ เพียงแต่การขายโอนบ้านในสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากเธอกลับมาอยู่ฟิลิปปินส์แล้ว
มีประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ ที่น่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศไทยด้วย ดังนี้
หนึ่ง ความนิยมในตัวโป ส่วนสำคัญมาจากความโดดเด่นของเธอในฐานะวุฒิสมาชิก แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและสามารถไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คือการมีบิดาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง กล่าวคือพ่อของเธอเป็นดาราหนังชื่อดัง ก่อนจะเสียชีวิตได้แสดงบทพระเอกในภาพยนตร์กว่า 100 เรื่อง
ตัวอย่างคนมีชื่อเสียงอื่นๆ ที่ได้รับเลือกตั้ง มีทั้งอดีตประธานาธิบดี โจเซฟ เอสตราดา และนักมวยแชมป์โลก แมนนี ปาเกียว
สอง ผู้สมัครหญิงอีกคน ชื่อ มีเรียม ซานเทียโก เธอได้ชื่อว่าเป็นหญิงเหล็ก เป็นวุฒิสมาชิกที่มีชื่อเสียงและผ่านสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งแรกในปี 1992 หลายคนเชื่อว่าเธอน่าจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง หากไม่เกิดไฟดับหลายชั่วโมงระหว่างการนับคะแนน ครั้งที่ 2 ในปี 1998 เธอถูกรุมกินโต๊ะตั้งแต่ต้นจนเสียคะแนนนิยมและแพ้เลือกตั้ง ครั้งนี้คะแนนนิยมของเธออยู่รั้งท้าย ซึ่งอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเธอไม่มีโอกาสชนะ
อดีตประธานาธิบดีเอสตราดา ซึ่งชนะในปี 1998 และต่อมาถูกถอดออกจากตำแหน่ง หลังจากว่างเว้นไปหนึ่งสมัย ได้กลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2010 แต่แพ้แบบหมดรูป
ปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นทั่วไป รวมทั้งในประเทศไทยด้วย กล่าวคือนักการเมืองที่เคยได้คะแนนนิยมสูงในระดับประเทศ เมื่อว่างเว้นจากตำแหน่งแล้วพยายามกลับมาใหม่ในภายหลัง ก็ยากที่จะเรียกคะแนนนิยมกลับมาดังเดิม
สาม การเสื่อมความนิยมมักจะไม่เกิดขึ้นในเขตเล็กๆ ที่เป็นฐานเสียงของคนใดคนหนึ่ง หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในกรณีของฟิลิปปินส์เห็นได้ชัดจากการที่ตระกูลมาร์กอสยังสามารถรักษาคะแนนนิยมใน
ดินแดนบ้านเกิดอย่างเหนียวแน่น ทั้งภรรยาและลูกสาวลูกชายของอดีตจอมเผด็จการต่างชนะเลือกตั้งอย่างง่ายดายด้วยกันทั้งสิ้น
อีเมลดาในอดีตเคยลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี แต่คะแนนนิยมทั่วประเทศมีไม่มากพอ ล่าสุดบองบองลูกชายได้ลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งหมายถึงคะแนนนิยมของเขาไม่เพียงพอสำหรับ
ตำแหน่งประธานาธิบดี แต่มากพอที่จะเป็นผู้นำในโพลในตำแหน่งรอง
บ้านเราก็เช่นกัน หลายคนหลายตระกูลมีฐานเสียงที่มั่นคงในบางพื้นที่ หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประสงค์จะเห็นบารมีส่วนตัวหรือบารมีของตระกูลมีความสำคัญน้อยลง ก็อาจต้องขยายเขตการเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น
กล่าวกันว่า ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงที่รุนแรงที่สุดและราคาต่อหัวสูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่การเลือกตั้งระดับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งหากเป็นจริงความพยายามในการปลูกฝังประชาธิปไตย ด้วยการกระจายการเลือกตั้งลงไปถึงระดับหมู่บ้านก็อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
สี่ จากมุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคม ฟิลิปปินส์สมัยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นประเทศชั้นแนวหน้าในเอเชีย เหนือกว่าทั้งสิงคโปร์ เกาหลีและไต้หวัน แต่หลังจากมาร์กอสชนะเลือกตั้ง ได้รวมศูนย์อำนาจ ได้แก้กฎหมายให้ตัวเองสามารถลงเลือกตั้งได้หลายสมัย จนกลายเป็นผู้นำตลอดกาล เขาทำตัวให้คนยากจนและชาวชนบทรักใคร่ แต่ในขณะเดียวกันก็โกงบ้านกินเมือง ผูกขาดธุรกิจจนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ถดถอย และในที่สุดได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย
หลังมาร์กอสถูกโค่น การเมืองฟิลิปปินส์มีความเป็นเอกภาพน้อยลงประธานาธิบดีไม่สามารถแก้กฎหมายให้ตัวเองลงเลือกตั้งได้ 2 สมัยติดต่อกัน ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่กัดกร่อนสังคมในสมัยมาร์กอสก็คลาย
ความรุนแรงลง เศรษฐกิจเริ่มฟื้น และปัจจุบันได้กลับมาเฟื่องฟูจนเห็นได้ชัดอีกครั้งหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะว่าไปแล้วคล้ายกับฟิลิปปินส์ เพียงแต่ลำดับเหตุการณ์สลับกัน กล่าวคือ เมื่อ 30 ปีก่อนการเมืองของเรามีพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กเต็มไปหมด ขาดความเป็นเอกภาพทำให้กองทัพและระบบข้าราชการประจำบางครั้งมีอำนาจชี้นำเศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่สังคมเกิดความไม่พอใจ อยากให้ระบบพรรคเข้มแข็ง จะได้มีเอกภาพในการบริหารและการตรากฎหมายไปพร้อมกัน โดยมีสมมติฐานว่าจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งเจริญรุดหน้า
รัฐธรรมนูญของเราในสมัยต่อมาจึงเอื้อต่อการที่พรรคใหญ่พรรคเดียวสามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผลที่เกิดตามมา คือ ด้านหนึ่งมีการเอาใจคนยากจนและชาวชนบทด้วยนโยบายประชานิยม อีกด้านหนึ่งก็พยายามแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง เช่น การนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง และการใช้จ่ายนอกงบประมาณนับแสนนับล้านล้านบาท เศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองสมัยการเมืองไม่มีเอกภาพได้ถดถอยลงเป็นลำดับ และเราได้กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียแทนฟิลิปปินส์ไปแล้วอย่างยากที่จะปฏิเสธได้
เรากำลังอยู่ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมอยากให้เรามีความรู้สึกร่วมกันว่าการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่แก้ไขได้ยากเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ชนะเลือกตั้งทำอะไรได้ตามใจชอบ รวมทั้งพยายามรวบอำนาจและสร้างระบอบเผด็จการทางรัฐสภา







