
เวเนซุเอลา ขึ้นราคาน้ำมัน!
ในขณะที่ประชาชนทั่วโลกได้เฮ ซื้อน้ำมันในราคาต่ำลงมากๆ ชาวเวเนซุเอลากลับต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น 60 เท่า!
ในขณะที่ประชาชนทั่วโลกได้เฮ ซื้อน้ำมันในราคาต่ำลงมากๆ ชาวเวเนซุเอลากลับต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น 60 เท่า! นั่นเป็นเพราะราคาดั้งเดิมเขาแทบจะฟรี เนื่องจากเวเนฯ มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุด
ในโลก รัฐบาลเลยเอาใจประชาชน อุดหนุนราคาน้ำมันถึงปีละ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
และก็เพราะมีมากเขาเลยประมาท ประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบสูงถึง 95% เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งจากช่วง 100 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลงมาอยู่แถว 30 เหรียญสหรัฐ รัฐบาลที่มีปัญหาการเงินหนักอยู่แล้ว จึงยิ่งเครียด
นอกจากนี้ รัฐบาลยังลดค่าเงินโบลิวาริส และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำด้วย
การขึ้นราคาน้ำมันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับประธานาธิบดี มาดูโร เขาใช้เวลาออกโทรทัศน์กว่า 4 ชั่วโมง นอกจากเสี่ยงการจลาจลเหมือนในปี 1989 ที่คนตายเป็นร้อยๆ แล้วในทางการเมืองเป็นการยอมรับว่า นโยบายน้ำมันราคาถูกที่ผ่านมานั้นผิดพลาด
บางคนเติมน้ำมันเต็มถัง ยังถูกกว่าจ่ายค่าทิปเด็กปั๊มเสียอีก ราคาเบนซิน 91 ขึ้น 1,300% ในขณะที่เบนซิน 95 ขึ้นถึง 6,000% (60 เท่า) คือจาก 9.7 เซ็นติวอส/ลิตร เป็น 6 โบลิวาริส/ลิตร อาจเทียบเท่า 21 บาท/ลิตร หากใช้อัตราแลกเปลี่ยนทางการที่แข็ง (10 โบฯ) แต่เป็นเพียง 1 บาท/ลิตร หากใช้อัตราทางการที่อ่อน (200 โบฯ) ซึ่งน่าจะ “ใกล้” ความเป็นจริงของตลาดมากกว่า
ราคาน้ำมันใหม่จึงยังต่ำกว่าตลาดมาก ราคาถูกๆ ทำให้การใช้ขาดประสิทธิภาพ และเป็นการใช้เงินรัฐอุดหนุนคนรวยมากกว่าช่วยคนจนซึ่งใช้น้ำมันน้อยกว่ามาก
อีกทั้งเป็นแรงจูงใจให้มีการลักลอบไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทางการเคยประมาณไว้ 1 แสนบาร์เรล/วัน นับเป็นการสูญเสียรายได้ประเทศที่แสนจะขาดแคลน ถ้าส่งออกตามกฎหมายก็จะขายได้ในราคาตลาดโลกแทนที่จะแจกฟรี ทั้งนี้เพื่อนบ้านไม่ได้ฟรี เพราะมีทั้งค่าขนส่ง กำไร และสินบนหลายทอดกว่าจะข้ามชายแดนถึง แต่ยังไงก็ยังถูกกว่าราคาตลาด
การขึ้นราคาครั้งนี้ช่วยลดการขาดดุลของเวเนฯ ได้เพียง 2% จากที่ขาดดุลอยู่ 20% ของ GDP จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์ต่างบอกว่ามาตรการที่ประกาศยังน้อยเกินไป
รัฐบาลเวเนซุเอลาจะลดค่าเงินโบฯ ซึ่งมีระบบบริหารที่เคร่งครัดและซับซ้อนจนนักวิเคราะห์หยิบตัวเลขไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามการลดค่าเงิน 37% จะช่วยให้ประเทศมีรายได้จากการขายน้ำมันเป็นเงินโบฯ มากขึ้น แต่ยังไม่ได้มากเท่าที่ควร และประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น เพิ่มการส่งออก ยังจะน้อยมาก เพราะค่าเงินใหม่ยังต่ำกว่าอัตราที่ซื้อขายกันในตลาดมืดมาก Financial Times รายงานว่า 200 โบฯ น้อยนิดเทียบกับราคาตลาด 1,000
เวเนซุเอลาตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็นปีๆ แล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันยังสูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สาเหตุหลักมาจากนโยบายประชานิยมควบสังคมนิยม แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ลำบากแล้ว แต่เขาใช้ทั้งสองแนวทางสุดขั้ว
รัฐบาลแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจมาก เริ่มจากการ “ทวงคืน” พลังงานแล้วบริหารด้อยประสิทธิภาพลง ขาดการลงทุน ทำให้การผลิตตกต่ำ ประเทศสูญเสียรายได้ มีการควบคุมราคาสินค้าหลายอย่างทำให้ผู้ผลิตไม่อยากผลิตเพราะไม่มีกำไร ในส่วนที่ผลิตก็ถูกลักลอบไปขายประเทศเพื่อนบ้านในราคาสูงกว่า ปริมาณอาจจะถึง 40% ของ “ของถูก” แล้วรัฐบาลก็แก้ปัญหาแบบสังคมนิยม คือรัฐยึดธุรกิจที่ผลผลิตขาดแคลน เช่น อาหาร และกระดาษชำระ
การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ขาดวัตถุดิบที่ต้องนำเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้า ทำให้ขาดแคลนอาหารและของใช้จำเป็น อัตราเงินเฟ้อพุ่ง GDP หดตัว รัฐบาลใกล้ล้มละลาย-พันธบัตรเวเนฯ ซื้อขายกันในอัตราเพียง 30 กว่าเซนต์บน 1 ดอลลาร์
ประชาชนต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อของกินของใช้ รายได้ขั้นต่ำไม่พอยังชีพ อาชญากรรมสูงจนกล่าวกันว่า มีคนตายในกรุงการากัสมากพอๆ กับกรุงแบกแดดที่อยู่ในภาวะสงคราม! นอกจากนี้ยังมีปัญหาการคอร์รัปชั่นสูงมากด้วย
ทั้งหมดทั้งปวงทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายรัฐบาล แม้รัฐแสนจะประชานิยม แต่ความเป็นอยู่พวกเขากลับคับแค้น ทำให้ฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง 75% ของสภานิติบัญญัติเมื่อปลายปีที่แล้ว
ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาในกรอบคิดเดิมๆ ทำให้ทุกอย่างแย่ลงเรื่อยๆ เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริงของกลไกตลาด จนราคาน้ำมันตลาดโลกดิ่งลงอีกรอบ ประธานาธิบดี มาดูโร จึงยอมขึ้นราคาน้ำมันและลดค่าเงินโบฯ นับเป็นการแก้ปัญหาถูกทิศทาง แต่ยังต้องไปอีกไกลและอีกหลายมิติ รวมทั้งส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความหลากหลาย เช่น ผลิตอาหารเองให้มากขึ้น เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหวยิ่งกว่าราคาน้ำมัน คงต้องมีการลดค่าเงินมากกว่านี้และปล่อยให้ลอยตัวใกล้ราคาตลาด ราคาเบนซินคงต้องปรับขึ้นอีก ราคาดีเซลและค่าไฟฟ้าที่รัฐยังอุดหนุนมหาศาลก็คงต้องขึ้น ต้องเลิกการควบคุมราคาสินค้าต่างๆ โดยอาจทำเป็นคูปองราคาถูกให้เฉพาะคนยากจนไม่ให้เดือดร้อน
ต้องลดค่าใช้จ่ายของรัฐที่เกินกว่ารายได้ ลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชั่น ซึ่งมีเหตุปัจจัยสำคัญจากการฝืนกลไกตลาด และการมีภาครัฐขนาดใหญ่ ถ้าไม่เลิก ก็ต้องลด ต้องละ ระบบสังคมนิยม ที่บิดเบือนกลไกตลาดและทำให้รัฐมีบทบาทมากเกินไป







