posttoday
ขอดเกล็ดจึงเห็นไส้พุง

ขอดเกล็ดจึงเห็นไส้พุง

21 กุมภาพันธ์ 2559

พุงปลาก็คือท้องปลา แต่ว่ามีเกล็ดปิดไว้ ผู้เขียนเคยเป็นเด็กท้องนาอยู่หลายปี ระหว่างเรียน ป.2 ถึง ป.4 อยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองม่วง

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

พุงปลาก็คือท้องปลา แต่ว่ามีเกล็ดปิดไว้

ผู้เขียนเคยเป็นเด็กท้องนาอยู่หลายปี ระหว่างเรียน ป.2 ถึง ป.4 อยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองม่วง ต.หนองมะนาว อ.คง จ.นครราชสีมา ราวๆ เดือน ก.ค.-ก.พ. หลังเกี่ยวข้าว น้ำก็จะแห้งขอดไปทุกห้วยทุกหนอง ชาวบ้านเฮโลลงจับปลาได้ปลาบ้านละหลายหาบหลายคอน ที่ตัวใหญ่ก็เอามาทำปลาแห้งด้วยการทาเกลือตากแดด ที่ตัวเล็กตัวน้อยก็เอามาทำปลาร้าปลาเจ่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดและ “ขอดเกล็ด” เสียก่อน

ผู้เขียนเป็นผู้ชำนาญการในการขอดเกล็ดด้วยความจำเป็นด้วยคนหนึ่ง ทั้งปลาช่อนปลาหมอ และปลาตะเพียน วิธีการก็คือจับหัวปลานั้นให้มั่นด้วยมือข้างหนึ่ง แนบตัวปลาลงที่เขียงให้หนึบตรึง ใช้มืออีกข้างที่ถือมีดขอดย้อนเกล็ดจากท้ายไปทางหัวทีละด้าน เสร็จแล้วตัดหัวพร้อมครีบเหงือก ครีบตัวทั้งบนและล่าง และหาง ก่อนที่จะควักพุงเอาไส้ออก แล้วล้างน้ำให้สะอาด แยกผึ่งไว้เป็นพวกๆ เสียดายว่าคนอีสาน (สมัยนั้น) กินพุงปลาไม่เป็น จึงกลายเป็นอาหารของสุนัข เป็ด ไก่ มิฉะนั้นคงได้ซดต้มยำพุงปลาโฮกฮือ หรือเอาไปหมักเป็นไตปลาปรุงอาหาร “หร่อยจังฮู้” ไป

ถ้าเป็นปลาที่จะเอาไปตากแห้ง จำพวกปลาช่อนและปลาตะเพียนตัวโตๆ หลังจากตัดหัวตัดครีบเอาไส้พุงออกแล้ว ต้องใช้มีดกรีดตรงกลางท้องแบะเนื้อปลาออกเป็น 2 ข้าง เพื่อให้ทาเกลือได้ทั่วถึง เมื่อเอาไปตากแดดก็จะแห้งเร็ว เวลาเก็บก็ประหยัดเนื้อที่ และเวลาขายหรือแบ่งมารับประทานก็หยิบจับได้สะดวก งานส่วนนี้อาจจะค่อนข้างยาก แต่ก็ทำให้ตัวปลามีความน่ากิน แต่ที่สำคัญกว่านั้นอย่างที่คุณย่าของผมสอนไว้ก็คือ “มันจะเห็นก้างได้ชัด เวลากินจะได้ระวัง”

อย่างการ “ขอดเกล็ด” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ในภาษาสื่อสารมวลชนที่จะให้เข้าถึงชาวบ้าน การวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะ ถ้าเป็นระดับเบาๆ มักจะใช้คำว่า “ขอดเกล็ด” หนักขึ้นไปหน่อยก็ใช้ “ชำแหละ” แต่ถ้ารุนแรงมากๆ ก็จะใช้ “ถลกหนัง” เพราะต้องการให้ผู้อ่านมองเห็นภาพตามไปในความรุนแรงของการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ซึ่งผู้เขียนเลือกที่จะเอาระดับเบาสุด จึงได้ใช้คำว่า “ขอดเกล็ด” แต่ก็ไม่ได้มีความหมายในทางที่มุ่งร้าย ในทำนองแล่เนื้อเถือหนัง เอาไปต้มไปยำ หรือตากแห้งตามความหมายนั้นทั้งหมด เพราะต้องการเพียงเพื่อ “จะได้เห็นอะไรที่เด่นๆ เวลาใช้จะได้รู้”

เมื่อต้นสัปดาห์ ผู้เขียนได้อ่าน “ข้อเสนอแนะแก้ไขและปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ” ของคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ตัวแทนอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ” จำนวน 61 คน ที่มีข้อเสนอแนะจำนวน 9 ข้อ พร้อมเอกสารแนบท้ายที่มีรายละเอียดน่าสนใจดีมากอีกจำนวนหนึ่งผู้เขียนขอสรุปสั้นๆ เพื่อให้ท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้จะได้ทราบ และร่วม “ขอดเกล็ด” ไปพร้อมกัน ดังนี้

1.ร่าง รธน.ฉบับนี้มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจรัฐ ลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน

2.ไม่ปรากฏมาตราเกี่ยวกับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ฯ” ที่เป็นอุดมการณ์สำคัญ

3.สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยถูกทำให้ถดถอยลงไปมากในทุกๆ ด้าน

4.ลดทอนความเข้มข้นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะ

5.การย้ายหมวดคลื่นความถี่ฯ ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเพื่อให้รัฐเข้าควบคุม

6.ไม่กล่าวถึงการกระจายอำนาจและไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่น

7.การบริหารจัดการที่ดีและหลักธรรมาภิบาลอาจจะปฏิบัติได้ไม่มีประสิทธิภาพ

8.การปราบปรามทุจริตต้องทำให้ครบถ้วน ทั้งนักการเมืองและองค์กรอิสระ

9.ขอให้เพิ่มเรื่องของวัฒนธรรมเข้าไปในหมวดหน้าที่ของรัฐด้วย

อันที่จริงที่ผู้เขียน (รวมถึงคอการเมืองทั้งหลาย) อยากจะทราบความเห็นในข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไข (หรืออาจจะไม่แก้) ร่างรัฐธรรมนูญก็คือความเห็นของกองทัพ คสช.ที่ทราบว่าปกปิดเป็นความลับนั้นมากกว่า เพราะนั่นคือ “ธงชัย” ของแท้ของจริงที่จะมีผลต่อการปรับแก้มากที่สุด (ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ในช่วงก่อนที่จะมีการล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ว่า ทหารน่าจะมีพิมพ์เขียวหรือ “ฉบับใต้ตุ่ม” ทำเอาไว้แล้ว) ส่วนข้อเสนอแนะที่ สนช.นำเสนอไปแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่าคงไม่มี “อานุภาพ” พอที่จะทำให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ให้ได้ รวมถึงของ สปท.ที่ คสช.ตั้งไว้เป็น “ไม้ประดับ” ให้โครงสร้างอำนาจในยุคนี้ดูดี ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับของคณะอดีต สปช.ที่สรุปมาให้เห็นข้างต้น ซึ่งไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรที่จะส่งผลต่อ “ความคิดความอ่าน” ของ คสช.นั้นเลย

ผู้เขียนจึงต้อง “ขอดเกล็ดร่างรัฐธรรมนูญ” ด้วย “มโนภาพ” หรือการคิดเอาเองเป็นหลัก แต่ก็เป็นการคิดเอาเองจาก “กระแสความเชื่อ” ที่หลั่งไหลอยู่ในสังคมต่างๆ ในเวลานี้ อย่างที่ได้ยกกรณีข้อเสนอแนะของคณะอดีต สปช.มาส่วนหนึ่ง และอีกหลายๆ ส่วนที่ผู้เขียนประมวลรวมมาจากทั้งหน้าสื่อที่เป็น “เข็มทิศ” และโซเชียลมีเดียที่เป็น “พลังขับเคลื่อน” ในยุคปัจจุบัน

ประการแรก หลายคนเชื่อว่าคณะอาจารย์มีชัยน่าจะปรับแก้ตามข้อเสนอของฝ่ายต่างๆ ในหลายๆ เรื่อง แต่ผู้เขียนกลับเชื่อว่าจะมีการปรับแก้น้อยมาก เพราะการเขียนครั้งนี้เขียนด้วยลีลาแบบ “ไม้แก่” ที่มีคำพังเพยว่า “ดัดยาก” ร่วมกับความหยิ่งในเกียรติของผู้ร่างคณะนี้ คือถ้าเชื่อถือฝีมือกัน (อย่างที่ได้ไป “ขอร้อง” ให้มาเขียน) ก็ควรจะผลักดันให้ผ่านประชามติไปให้ได้

ประการต่อมา หากมองในทางวิชาการ(ทั้งในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และจิตวิทยามวลชน) ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอะไร “ขัดหูขัดตา” นักวิชาการทั้งหลายอยู่มาก (ซึ่งจะไม่ขอพูดในรายละเอียด เพราะมีนักวิชาการออกมาพูดมากมายแล้ว) โดยที่คณะผู้ร่างไม่ค่อยเอาใจใส่นัก ทั้งยังออกมาแค่ยืนยันความคิดของพวกตนอย่างหนักแน่น จึงมีบางคนเชื่อว่า “เขียนมาเพื่อให้ล้ม”

ประการสุดท้าย เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มไป ซึ่งต่างจากการล้มไปของร่างฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ที่ในครั้งนั้นต้องรีบล้มเพราะกลัว “เสียสถาบันกองทัพ” แต่ในครั้งนี้ทหารไม่กลัวการไม่ผ่านประชามติ เพราะได้ใช้“คลังสมอง” ระดับสุดยอดของประเทศไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงเป็นข้ออ้างที่ทหารจะกอบกู้ความชอบธรรม แล้วอ้างสิทธิในการนำเสนอฉบับที่เตรียมไว้นั้นต่อไป

ส่วนตัวผู้เขียนนั้นเชื่อว่าทหารมี “อะไรอื่นที่จะทำ” ที่สำคัญกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญมาก ถ้ามองในแง่ดีทหารอาจจะรอคอยให้โอกาสนั้นมาถึงก่อน ระหว่างนี้ก็ “วัดกระแสสังคม” และรอให้ความคิดทั้งหลาย “ตกผลึก” เพื่อ “ออกแบบและก่อสร้างประเทศ” ตามแบบที่ทหารคิดต่อไป

ระหว่างนี้พวกเราก็ “ขอดเกล็ดปลาประชดแมว” ไปพลางๆ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน