
ศก.โลกซบกว่าคาด เฟดจ่อชะลอขึ้นดอกเบี้ย
เดือน มี.ค. 2016 ที่จะถึงนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเดือนแห่งการชี้ชะตาที่ทั่วโลกรอคอย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เดือน มี.ค. 2016 ที่จะถึงนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเดือนแห่งการชี้ชะตาที่ทั่วโลกรอคอย เพราะเป็นเดือนที่จะมีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสำคัญๆ ที่ล้วนมีผลต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้ โดยเฉพาะ 3 แบงก์ชาติยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)
2 รายหลังนี้มีการออกมาส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องแล้วว่า จำเป็นต้องเดินหน้าใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และอาจถึงขั้นต้องเพิ่มมาตรการเชิงรุกที่ใช้ยาแรงขึ้นกว่าเดิมอีก เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในบ้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
กรณีของยูโรโซนนั้น มีการส่งสัญญาณมาจากหัวเรือใหญ่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ว่าพร้อมที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ 0.3% เพื่อผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อในกลุ่ม 19 ประเทศยูโรโซนไปถึงเป้าหมาย 2% ตามที่ตั้งใจไว้
ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีการโยนหินถามทางทดสอบปฏิกิริยาของตลาดออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ผ่านทางอดีตผู้บริหารของบีโอเจและรัฐบาลปัจจุบันว่า มีความเป็นไปได้ที่บีโอเจจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบเพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันที่ลบ 0.1% ซึ่งอดีตผู้บริหารบีโอเจเคยให้ความเห็นว่า อาจเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยต้องติดลบไปถึง 2% หากจะเข็นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ฟื้นคืนชีพได้จริง
อย่างไรก็ตาม ที่ทุกฝ่ายจับตามากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการประชุมเฟดภายใต้การนำของผู้ว่าการ เจเน็ต เยลเลน เนื่องจากเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลกมากที่สุด และยังแทบจะเป็นแบงก์ชาติเพียงแห่งเดียวในโลกขณะนี้ ที่ใช้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น สวนทางกับทั้งโลกที่ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย
ในการขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลกิจการการเงินของสภาคองเกรสสหรัฐที่ผ่านมา ผู้ว่าการเฟดได้ส่งสารที่สำคัญออกมาแล้วว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ไม่ว่าจะมาจากจีน หรืออุตสาหกรรมพลังงาน ล้วนแล้วแต่มีผลที่อาจกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยนี้ย่อมกระทบต่อเป้าหมายเดิมของเฟด ที่ตั้งใจจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ด้วย
ทว่า ตลาดทุนทั่วโลกก็ดูจะคาดหวังมากกว่านั้น เมื่อเยลเลนพูดถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในสหรัฐ หลังจากที่มีการทยอยใช้ในธนาคารกลาง 5-6 แห่งทั่วโลก ซึ่งเฟดเองก็เคยมองถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อนแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยปี 2010
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเท่ากับว่านโยบายการเงินโลก 2 ขั้วจะเดินมาถึงจุดสิ้นสุดลง และทั่วโลกจะกลับมาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยกใหม่กันอีกครั้ง เหมือนภาวะหลังจากปี 2008 เนื่องจากความผันผวนในตลาดทุน เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่นำโดยจีน และวิกฤตในอุตสาหกรรมพลังงาน กำลังฉุดภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากกว่าที่คาดไว้
อย่างไรก็ตาม หากดูจากพื้นฐานของสหรัฐในขณะนี้ต้องบอกว่ายังไม่มีอะไรที่น่าวิตกมากเกินไป ลุอิส อเล็กซานเดอร์ นักวิเคราะห์ของโนมูระ มองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น ยังเติบโตได้ดีและช่วยต้านทานปัจจัยลบจากต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับการก่อสร้างบ้านใหม่ที่ยังมีระยะการขยายตัวได้ดี และเป็นที่คาดว่าตัวเลขการสร้างบ้านใหม่ในเดือน ม.ค. จะขยายตัวได้ 1.6% หรืออยู่ที่ราว 1.17 ล้านหน่วย
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันที่ถูกลงมีส่วนช่วยครัวเรือนในสหรัฐได้ไม่น้อย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระแรงกดดันในการชำระหนี้ลงได้ โดยชาวอเมริกันจำนวนมากสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าน้ำมันและพลังงานไปชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเลือกที่จะนำไปใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแทน ทำให้เศรษฐกิจในสหรัฐยังไม่ตึงตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลกมากเท่ากับในหลายประเทศ
ดังนั้น ความเป็นไปได้ของเฟดในปีนี้จึงอาจไม่ใช่การเลือกใช้มาตรการยาแรงสุดโต่งด้วยการไม่ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาออกไปเท่านั้น แต่เป็นการขึ้นดอกเบี้ยน้อยครั้งลงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และอาจเลื่อนไปขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ตามที่ แพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เคยกล่าวเอาไว้ เพื่อไม่ได้สะเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกมากเกินไป และจุดชนวนปั่นป่วนอย่างรุนแรงในตลาดทุนโลกขึ้นมาอีกครั้ง
เฟรเดอริก นิวมานน์ ผู้บริหารร่วมส่วนวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี คาดการณ์ว่าเฟดจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพียงแค่ 2 ครั้ง จากเป้าหมายเดิม 4 ครั้ง สอดคล้องกับสถาบันการเงินอีกหลายสำนักที่มองว่า การใช้ดอกเบี้ยติดลบในสหรัฐยังเป็นเพียงวาทกรรมที่ไกลเกินจริงในขณะนี้ ขณะที่วาณิชธนกิจชื่อดังอย่าง โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง และผลสำรวจนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ของรอยเตอร์ส คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง คือในไตรมาส 2 และในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 0.75-1% เป็นอย่างมากสุดเท่านั้น







